ทำไมจำนวนตำแหน่งที่เปิดจึงมีความสำคัญ

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

Contents

ฝ่ายบุคคลคืออะไร และทำไมจึงมีความสำคัญกับองค์กร

หลายคนคิดว่าฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) นั้นเป็นเสมือนงานเบื้องหลังหรืองานจัดการเอกสารที่ไม่มีความสำคัญอะไรนัก แต่อันที่จริงแล้วงานของฝ่ายนี้มีความสำคัญต่อองค์กรเป็นอย่างมากทีเดียว เพราะทุกองค์กรนั้นล้วนแล้วแต่ขับเคลื่อนด้วยพนักงาน แล้วผู้ที่จะทำหน้าที่คัดสรรตลอดจนดูแลพนักงานขององค์กรนั้นก็คือฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ หรือที่เรียกกันง่ายๆ ติดปากว่าฝ่ายบุคคลนั่นเอง อันที่จริงแล้วหน้าที่หลักของฝ่ายบุคคลนั้นมีหลักการง่ายๆ นั่นก็คือ “การเห็นคุณค่าและความสามารถในตัวบุคคล จากนั้นก็สามารถนำสิ่งนี้มาใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนองค์กรให้เดินไปข้างหน้าให้ได้ และส่งเสริมให้คุณค่าตลอดจนความสามารถเพิ่มมากขึ้นเรื่อย”

การสรรหาบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ พันธกิจสำคัญอันดับแรกสุดของฝ่ายทรัพยากรบุคคล

สิ่งแรกที่องค์กรควรคำนึงถึงเมื่อต้องการคนเข้ามาร่วมทำงานกับองค์กรก็คือ “บริษัทต้องการคนแบบไหน” ฝ่ายบุคคลจะทำหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูลจากฝ่ายต่างๆ มาวิเคราะห์ ตลอดจนกำหนดคุณสมบัติ ไปจนถึงประเมินจำนวนคนที่ต้องการ จากนั้นจึงเริ่มกระบวนการสรรหา ซึ่งจะมีขึ้นตอนหลักๆ คือ

  • ประกาศรับสมัครงานผ่านสื่อหรือช่องทางต่างๆ อาทิ เว็บไซต์ของบริษัท, การใช้บริการบริษัทจัดหางาน, ประกาศรับสมัครงานในหนังสือพิมพ์ เป็นต้น
  • คัดเลือกใบสมัครของผู้สมัครที่มีประวัติน่าสนใจ มีทักษะเหมาะสมกับงาน มีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กร
  • เรียกผู้สมัครงานที่สนใจมาสัมภาษณ์ โดยเตรียมการสัมภาษณ์ตลอดจนการทดสอบให้เหมาะสม
  • ประเมินคะแนนรวมของการสัมภาษณ์กับข้อมูลของผู้สมัครที่มีทั้งหมด
  • คัดเลือกผู้สมัครที่เหมาะสมที่สุดมาร่วมงานกับองค์กร จัดปฐมนิเทศพนักงาน ไปจนถึงการฝึกอบรมที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน

กระบวนการสรรหาพนักงานจะสิ้นสุดเมื่อบริษัทตกลงเซ็นสัญญาจ้างงานตลอดจนบรรจุให้เป็นพนักงานประจำ สำหรับปัจจุบันมีวิธีการสรรหาบุคลากรมากมายหลากหลายรูปแบบ การประกาศก็พัฒนาตามยุคสมัย อย่างเช่นการนำโซเชี่ยลมีเดียมาช่วยในการประกาศตลอดจนรับสมัครงาน เป็นต้น ซึ่งยุคนี้การใช้ประโยชน์ให้ถูกต้องนั้นสามารถช่วยงานฝ่ายบุคคลได้อย่างดีเยี่ยมทีเดียว

คุณลักษณะเด่นของผู้ที่จะทำงานฝ่ายบุคคล

พูดจาสุภาพ รู้จักกาลเทศะ และมีทักษะในการเจรจา

ฝ่ายทรัพยากรบุคคลเป็นฝ่ายที่ต้องคอยดูแลตลอดจนบริหารจัดการเรื่องที่เกี่ยวกับพนักงานของทั้งองค์กร นอกจากคุณสมบัติการประสานงานที่ดีแล้ว คุณสมบัติการสื่อสารที่ดีก็เป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ยังมีการติดต่อสื่อสารกับภายนอกอย่างสม่ำเสมอด้วย โดยเฉพาะส่วนของการสรรหา ที่ต้องติดต่อพูดคุยกับผู้สมัครมากมาย หรือแม้กระทั่งกับบริษัทจัดหางาน ฉะนั้นทักษะสำคัญที่ฝ่ายบุคคลควรมีก็คือทักษะของการเจรจา และควรใช้คำสุภาพให้เหมาะสม เพื่อช่วยให้การติดต่อสื่อสารกับทุกฝ่ายราบรื่น อีกอย่าง ในองค์กรหนึ่งๆ นั้นมีผู้คนหลากหลายระดับ ตั้งแต่ระดับพนักงานทั่วไปจนถึงผู้บริหาร การรู้จักกาลเทศะย่อมเป็นสิ่งสำคัญด้วยเช่นกัน

มีความรู้เกี่ยวกับองค์กรเป็นอย่างดี

ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ควรเป็นฝ่ายที่ต้องมีความรู้เรื่ององค์กรมากที่สุดและดีที่สุด นอกจากจะเป็นฝ่ายที่ต้องเป็นฐานข้อมูลให้กับบริษัทแล้ว ฝ่ายบุคคลเองต้องพร้อมที่จะตอบคำถามต่างๆ ให้กับพนักงานอีกด้วย รวมถึงบริษัทจัดหางานที่ต้องการสอบถามข้อมูลต่างๆ ขององค์กร นอกจากนี้การมีความรู้เกี่ยวกับองค์กรที่ดียังมีส่วนช่วยให้ฝ่ายบุคคลสามารถวิเคราะห์ผู้สมัครงานได้ดียิ่งขึ้น สามารถคัดเลือกคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งได้มากยิ่งขึ้น หรือสามารถใช้ข้อมูลจูงใจผู้สมัครให้สนใจที่จะร่วมงานกับบริษัทก็ได้เช่นกัน

มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ควรมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหนึ่งในหน้าที่สำคัญก็คือการประสานงานพนักงานทุกส่วนของบริษัท หรือกรณีที่มีปัญหา ฝ่ายบุคคลจำเป็นจะต้องเข้าใจเหตุการณ์ และลงไปให้ความช่วงเหลือได้ ในเรื่องของการทำงานฝ่ายบุคคลควรเข้าใจลักษะงานของแต่ละแผนก ตลอดจนคุณลักษณะของคนที่เหมาะสมกับการทำงานในแผนกนั้นๆ เพราะนอกจากจะต้องสรรหาคนให้เหมาะสมแล้ว ก็ยังต้องรู้จักประสานงานให้เป็นด้วย ปรับลักษณะให้เหมาะเพื่อให้ทุกคนกล้าที่จะสื่อสารด้วย นอกจากนี้บุคคลที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีจะเข้าใจการวิเคราะห์คน สื่อสารได้เข้าใจ และสามารถทำให้อีกฝ่ายเปิดใจให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนได้ เป็นผลดีในการสรรหาทรัพยากรบุคคลเป็นอย่างยิ่ง

ความท้าทายในการทำงานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล

ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ (HR) เป็นฝ่ายที่ต้องติดต่อกับผู้คนมากมาย หลายระดับ ทั้งในและนอกองค์กร งานนี้จึงเหมาะสมกับคนที่ชอบเข้าสังคมและพบปะพูดคุยกับผู้อื่น และท้าทายสำหรับคนที่ชอบบริหารจัดการคน ตลอดจนพบเจอกับผู้คนที่หลากหลายรูปแบบด้วย

นอกจากนี้ฝ่ายบุคคลยังต้องสนใจพัฒนาและเรียนรู้ตลอดเวลา โดยเฉพาะองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับองค์กร หรือมีผลต่อพนักงาน รวมถึงเข้าใจลักษะงานของแต่ละแผนก เข้าใจสถานการณ์โดยรวมของบริษัทได้ และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับพนักงาน ฝ่ายบุคคลก็ควรจะต้องให้คำแนะนำหรือช่วยให้คำปรึกษาได้

ในการสรรหาบุคคล ฝ่าย HR จะต้องวิเคราะห์ถึงความเหมาะสมของผู้ที่มาสมัครในตำแหน่งนั้นๆ ได้ ทั้งยังคอยปฐมนิเทศให้กับพนักงานใหม่และติดตามผลการทำงานได้พร้อมกันด้วย

ถึงแม้งานของฝ่ายบุคคลจะดูเป็นเรื่องที่ยากแต่ก็มีความท้าทายสูงมาก และสามารถพัฒนาศักยภาพในหลายๆ ด้านได้ดีทีเดียว

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

หน้าที่ของฝ่ายทรัพยากรบุคคล

หากแบ่งหน้าที่ของฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ออกเป็นส่วนต่างๆ เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 6 ส่วน ได้แก่ การวางแผนด้านทรัพยากรบุคคล, การสรรหาและคัดเลือกทรัพยากรบุคคล, การศึกษาเพิ่มเติมและการฝึกอบรม, การประเมินผล, แรงงานสัมพันธ์ และ การบริหารจัดการศักยภาพของบุคคล

การวางแผนด้านทรัพยากรบุคคล

หน้าที่นี้เกี่ยวข้องกับการวางแผน/การร่างมาตราเกี่ยวกับฝ่ายทรัพยากรบุคคล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์กร โดยเฉพาะหน้าที่ความรับผิดชอบในการทำให้บริษัทเติบโต รวมถึงการสร้างระบบการศึกษาทรัพยากรบุคคล, การกำหนดนโยบายการสรรหาบุคลากรในแต่ละปีงบประมาณ, การทบทวนมาตรฐานการประเมิน, และการจัดการเรื่องค่าตอบแทนด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล

การสรรหาและคัดเลือกทรัพยากรบุคคล

การสรรหาและคัดเลือกทรัพยากรบุคคลเป็นหนึ่งในหน้าที่หลักของฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) การสรรหาบุคลากรเพื่อเข้ามาทำงานกับบริษัทนั้นมีความจำเป็นจะต้องใส่ใจเป็นอย่างมาก และควรสรรหาบุคลากรที่สามารถทำประโยชน์ให้กับองค์กรได้ และอยากอยู่ร่วมงานกันในระยะยาว การสรรหานี้มีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การสรรหาบุคลากรใหม่, การสรรหานิสิตนักศึกษาที่จบใหม่, การสรรหาพนักงานชั่วคราว, การสรรหาพนักงานเต็มเวลา, การสรรหาพนักงานแบบพาร์ทไทม์ เป็นต้น

การศึกษาเพิ่มเติมและการฝึกอบรม

องค์ความรู้ด้านทรัพยากรมนุษย์นั้นเปลี่ยนแปลงเสมอ ฝ่ายบุคคลจำเป็นจะต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมตลอดเวลาทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายบุคคลเองและส่วนที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาความสามารถตอลดจนศักยภาพของพนักงานในองค์กร รวมถึงการจัดฝึกอบรมให้กับฝ่ายต่างๆ ในบริษัทเพื่อให้ทุกคนมีศักยภาพที่ดีขึ้นด้วย

การประเมินผล

การประเมินผลเป็นกระบวนการสำคัญในการติดตามผลการทำงานของฝ่ายต่างๆ ตลอดจนเป็นตัวเช็คศักยภาพของบุคลากรที่สำคัญ รวมถึงการได้รู้ข้อบกพร่องเพื่อที่จะหาทางปรับปรุงได้อีกด้วย นอกจากนี้การประเมินผลยังมีประโยชน์ต่อการประเมินอัตราจ้าง ไปจนถึงการให้ค่าตอบแทนพิเศษอย่างโบนัสอีกด้วย การประเมินผลนั้นมีตั้งแต่การประเมินด้านทักษะความสามารถ ที่เน้นไปยังเรื่องของการทำงานเป็นหลัก และการประเมินผลทางด้านจิตใจ ที่เน้นไปยังความตั้งใจ, ความเต็มใจ, และทัศนคติในการทำงาน เป็นต้น วิธีการประเมินผลนั้นก็มีมากมาย ตั้งแต่การวัดระดับความสำเร็จของพนักงานตามเป้าหมายที่กำหนดไปจนถึงการประเมินผลรอบด้านแบบ 360 องศา

แรงงานสัมพันธ์

การจัดการเรื่องแรงงานสัมพันธ์ถือเป็นหน้าที่หลักอีกหน้าที่หนึ่งของฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) แรงงานสัมพันธ์นี้จะเน้นไปยังการดูแลสารทุกข์สุขดิบตลอดจนสิ่งต่างๆ ที่ทำให้พนักงานมีความสุขกายสบายใจได้มากที่สุด เรื่องสำคัญๆ ก็ได้แก่ สวัสดิการพนักงาน, การดูแลเรื่องสุขภาพและสาธารณะสุข, ไปจนถึงเรื่องส่วนบุคคล เช่น การสมรส, การคลอดบุตร, การบวช เป็นต้น เรื่องแรงงานสัมพันธ์นี้ยังเกี่ยวเนื่องถึงเรื่องกฎหมายด้วย ซึ่งจะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายแรงงานไปจนถึงกฎหมายหรือ พรบ.ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

การบริหารจัดการศักยภาพของบุคลากร

ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ที่ดีจะต้องสามารถเข้าใจบุคลากรในบริษัทให้ได้ สามารถเล็งเห็นพรสวรรค์ตลอดจนศักยภาพของพนักงานแต่ละคน เพื่อที่จะบริหารศักยภาพของบุคคลให้ดีที่สุด อาทิ การส่งไปฝึกฝนอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพให้มากยิ่งขึ้น, การโยกย้ายพนักงานให้ไปทำงานในส่วนที่เหมาะสมกับความสามารถที่แท้จริง, หรือแม้แต่การนำเสนองานที่ท้าทายใหม่ๆ ที่คิดว่าพนักงานคนนั้นน่าจะมีศักยภาพในการทำงาน เป็นต้น

ทำไมฝ่ายบุคคลจึงมีความสำคัญกับบริษัท

การรวบรวมข้อมูลด้านทรัพยากรบุคคลและการจัดตำแหน่งงานให้ถูกต้อง

การรวบรวมข้อมูลด้านทรัพยากรบุคคลและความสามารถในการวิเคราะห์ความแตกต่างของพนักงานแต่ละคนได้นั้น ทำให้เราสามารถช่วยปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงบุคลากรได้อย่างรวดเร็ว หากไม่มีแผนกทรัพยากรบุคคลอยู่ ข้อมูลต่างๆ อาจกระจัดกระจาย อาจทำให้มีปัญหาต่อการจัดการบุคคล ตลอดจนปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไม่ทันกับปัญหาที่เกิดขึ้น

การไม่มีแผนกทรัพยากรบุคคลนั้นจะทำให้องค์กรไม่มีประสิทธิภาพ

การมีแผนกทรัพยากรบุคคลที่มีความเป็นมืออาชีพ บริหารจัดการบัคลากรได้ดี จะช่วยพัฒนาขีดความสามารถของแต่ละบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้องค์กรเติบโตได้ ขณะเดียวกันแผนกอื่นๆ ต่างก็มีหน้าที่ความรับผิดชอบของตน อาจไม่มีเวลามาดูภาพรวมหรือนโยบายองค์กรอย่างละเอียด ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจึงจำเป็นจะต้องช่วยดูแลนอกเหนือจากการทำงานของแต่ละฝ่าย เพื่อให้องค์กรก้าวหน้าต่อไป

การสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน

ทุกธุรกิจย่อมมีความกดดันในการทำงานแทบทั้งสิ้น แต่อาจเป็นความกดดันที่แตกต่างกัน และอาจทำให้พนักงานเกิดการสูญเสียกำลังใจหรือท้อต่อการทำงานได้ ฝ่ายบุคคลอาจมีหน้าที่สร้างแรงจูงใจ หรือเสริมกำลังใจในด้านอื่นๆ เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานต่อไปได้ หรือช่วยลดความกดดันลงให้มากที่สุด

ฝ่ายบุคคลกับบทบาทสำคัญต่อองค์กร

การเฝ้าดูการเติบโตของคนในองค์กร

ฝ่ายทรัพยากรบุคคลมักมีส่วนเกี่ยวข้องกับพนักงานตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่ การสรรหาบุคลากร, การเฝ้าดูการเติบโตของการทำงาน, การขึ้นเงินเดือน, ไปจนถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับพนักงานแต่ละคน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ของฝ่ายบุคคลที่อาจไม่เกี่ยวข้องกับงานโดยตรง แต่เป็นหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่ก่อให้เกิดความภูมิใจได้

การสนับสนุนและพัฒนาองค์กร

ว่ากันว่า “บุคลากร, สินทรัพย์, กองทุน และ ข้อมูล” เป็นองค์ประกอบสำคัญในบริษัท ฝ่ายทรัพยากรบุคคลเป็นผู้สนับสนุนตลอดจนบริหารบริษัทให้เจริญเติบโตผ่านการดูแลทรัพยากรบุคคลนั่นเอง การมีส่วนร่วมในการเติบโตนี้เป็นความภาคภูมิใจของฝ่ายทรัพยากรบุคคล และหน้าที่ในการสรรหาคนเก่ง คนมีความสามารถ มาร่วมงานกับองค์กร รวมถึงการพัฒนาให้คนนั้นเก่งขึ้นไปอีก ล้วนแล้วแต่เป็นภาระกิจของฝ่ายบุคคลที่สร้างความภาคภูมิใจยิ่งนัก

การได้เรียนรู้บุคคลในหลากหลายมิติ

ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เป็นฝ่ายที่มีโอกาสได้พบเจอกับผู้คนมากมายทั้งภายในและภายนอกองค์กร รวมถึงต้องเผชิญหน้ากับบุคคลต่างๆ ที่ต่างพื้นเพและต่างวัฒนธรรม หรือแม้แต่ต้องทำความรู้จักกับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาเลย เพราะหน้าที่สำคัญหนึ่งก็คือการคัดสรรคนที่มีความสามารถให้เข้ามาทำงานในองค์กร แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือการสามารถวิเคราะห์และพิจารณาได้ว่าแต่ละบุคคลนั้นจะร่วมงานกับองค์กรหรือบุคลากรคนอื่นๆ ได้หรือไม่ ซึ่งหน้าที่การเรียนรู้บุคคลแต่ละคนให้ได้มากที่สุดเป็นหนึ่งในดภาระกิจสำคัญของฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เช่นกัน

บทสรุป

หลายคนมองว่าฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เป็นเหมือนฝ่ายที่ทำงานเบื้องหลัง อันที่จริงแล้วงานเบื้องหลังนี้กลับสำคัญและมีความจำเป็นต่อทุกแผนกขององค์กร รวมถึงมีส่วนสำคัญที่จะนำพาองค์กรให้ไปสู่ความสำเร็จ การทำงานของฝ่ายบุคคลนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นงานที่ต้องเรียนรู้อยู่เสมอ พัฒนาตัวเองตลอดเวลา และสั่งสมประสบการณ์ให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำหรับคนที่อยากทำงานในฝ่ายนี้นับว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถพอสมควร ถ้าหากผ่านความยากลำบากในช่วงต้นไปได้ คุณจะกลายเป็นแรงสนับสนุนที่สำคัญต่อพนักงานทุกคนและต่อองค์กรเลยทีเดียว

Cipher Inbound Marketing Blog

กลยุทธ์ Inbound PR ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์หลายอย่างรวมทั้งใช้ในการพัฒนา PR value หรือมูลค่าของการประชาสัมพันธ์เพราะในปัจจุบันนี้การโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลเป็นสิ่งที่ทุกแบรนด์ต่างให้ความสำคัญ บริษัทต้องมีการวัดผลตอบรับจากลูกค้าและการรับรู้ของผู้รับสื่อว่ามีความรู้สึกอย่างไรต่อแบรนด์พร้อมทั้งปรับกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์อย่างรวดเร็วเมื่อผู้ชมเกิดความรู้สึกด้านลบขึ้น ซึ่งการวัดผล PR Value แบบเดิมที่ใช้การวัดขนาดพื้นที่สื่อที่พูดถึงแบรนด์หรือการวางตำแหน่งของแบรนด์นั้นอาจไม่เพียงพออีกต่อไป อีกทั้งวิธีการแบบเดิมนั้นอาจวัดผลได้ไม่ชัดเจนนักอีกด้วย ดังนั้นจึงต้องมีวิธีการแบบใหม่ในการสร้างคุณค่าของแบรนด์และสามารถวัดผลลัพธ์ของการ PR ได้มากขึ้นด้วยเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ

กลยุทธ์ Inbound PR คืออะไร

อุตสาหกรรมการประชาสัมพันธ์ได้ความพยายามพิสูจน์ตัวเองอย่างหนักกับผลประเมินค่าตอบแทนจากการลงทุน (Return of investment) เพื่อแสดงให้เห็นว่าการทำ PR ก็มีส่วนช่วยเพิ่มยอดขายและสร้างความสำเร็จให้กับแบรนด์ได้เช่นเดียวกัน แต่นับวันคุณค่าของ PR เริ่มตกเป็นเป้าของการประเมินที่เข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้งยังต้องแข่งขันกับซอฟท์แวร์การตลาดอัตโนมัติอย่างเช่น HubSpot ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับทำ Inbound marketing ที่มาแรงมากที่สุดตัวหนึ่งในตอนนี้ รวมไปถึงเครื่องมือวิเคราะห์ของ Google ที่ทำให้ผู้บริหารรวมทั้งลูกค้าที่ใช้บริการ PR มีความคาดหวังสูงขึ้นว่างบประมาณที่จ่ายเพื่อทำการประชาสัมพันธ์นั้นจะให้ผลตอบแทนกลับมาที่น่าพอใจ

เมื่อบริษัทมีแผนการที่จะโปรโมทแบรนด์, สินค้า หรือผลิตภัณฑ์ ทำให้ทั้งฝ่ายการตลาดและฝ่ายประชาสัมพันธ์ต่างก็มีความรู้สึกว่ามีพื้นที่ในการทำงานที่ทับซ้อนกันอยู่ของทั้งสองฝ่าย ทางด้านการตลาดก็มักจะคิดว่าผลงานของตนเองถูกบดบังโดย PR ส่วน PR เองก็รู้สึกว่าตนเองถูกลดทอนคุณค่าของงานจากฝ่ายการตลาดที่มีงบประมาณในการโฆษณาและมีอำนาจในการดูแลจัดการโปรโมทมากกว่า ดังนั้นฝ่าย PR จึงต้องมีวิธีบริหารจัดการชื่อเสียงของแบรนด์บนโลกออนไลน์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้เพื่อพิสูจน์คุณค่าของตนเอง อีกทั้งยังเป็นการสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าและเอาชนะคู่แข่งที่ยิ่งใหญ่กว่าได้

เป็นระยะเวลานานมาแล้วที่การทำ PR ตกอยู่ภายใต้เงาของการตลาด แต่ในตอนนี้ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไปเพราะมีเครื่องมือวัดคุณค่าของ PR ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเป็นมาตรฐานในการวัดผลอย่างสมบูรณ์ที่เรียกว่า Public Relations Search Value หรือ PRSV

ชื่อเสียงคือทุกสิ่ง

เมื่อทุกอย่างในโลกใบนี้เริ่มกลายเป็นดิจิทัล ทำให้รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป ผู้คนเริ่มสนุกกับการค้นหาสิ่งต่าง ๆ ที่พวกเขาอยากรู้ผ่านทางโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการหาซื้อเสื้อผ้าใหม่, รองเท้าคู่ใหม่, สถานที่ท่องเที่ยว, จองโรงแรม, เปิดบัญชีธนาคารใหม่ และอื่น ๆ ดังนั้นเนื้อหาที่แสดงขึ้นมาเมื่อผู้คนทำการค้นหาจึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อช่องทางการค้นหาสามารถทำได้ง่ายมากกว่าเดิมเพราะอุปกรณ์พกพาอย่างโทรศัพท์มือถือมีราคาถูกลงและมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ดีขึ้น จึงทำให้ผู้คนสามารถค้นหาสิ่งที่อยากรู้ได้ตลอดเวลาจากที่ไหนเวลาใดก็ได้ สถานการณ์แบบนี้จึงเป็นโอกาสที่จะนำเสนอทางเลือกหรือวิธีแก้ปัญหาที่พวกเขากำลังประสบอยู่และทำให้เกิดการซื้อสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์เหล่านั้นในที่สุด

เมื่อดูจากไลฟ์สไตล์ของผู้คนในยุคปัจจุบันดังที่กล่าวมาข้างต้น จะพบว่ากลยุทธ์ Inbound PR จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่จะนำมาใช้ ด้วยการสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพที่สามารถแก้ปัญหาให้กับผู้คนได้ ทำให้เกิดความสนใจและคลิกเข้ามายังเว็บไซต์ของแบรนด์ ซึ่งเมื่อมีการคลิกเข้ามาแล้วพวกเขาก็มีความคาดหวังว่าจะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพิ่มเติมและสามารถติดต่อสื่อสารกับแบรนด์ได้ ดังนั้น Inbound PR จึงสามารถช่วยมอบคุณค่าและความประทับใจให้กับผู้ชมที่คลิกเข้ามาได้

ทีมการตลาดและทีม PR มีหน้าที่สำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกที่ดีกับแบรนด์เมื่อคลิกเข้ามายังเว็บไซต์ ส่วนทีมขายจะเป็นคนรับผิดชอบในขั้นตอนสุดท้ายเมื่อผู้ชมเกิดความสนใจและต้องการซื้อสินค้าและบริการจากบริษัท ซึ่งต้องมีการตอบสนองต่อคำถามและคำสั่งซื้อรวมถึงความต้องการของลูกค้าทุกอย่างที่สามารถทำได้เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า

คุณภาพอยู่เหนือปริมาณ

ทุกวันนี้ผู้คนเริ่มไม่ค่อยให้ความสนใจกับโฆษณาหรือการประชาสัมพันธ์ในเชิงรุกที่ใช้วิธีการยิงสื่อทุกช่องทางเข้าหาผู้ชม ไม่ว่าจะเปิดโทรทัศน์, ฟังวิทยุ, เดินตามท้องถนน หรือแม้แต่การท่องอินเทอร์เน็ต ก็จะเห็นโฆษณาเหล่านี้โผล่มาทุกที่ และหลายคนก็รู้สึกว่ามันเป็นการรบกวนและสร้างความรำคาญมากกว่าที่จะทำให้เกิดความสนใจ ทำให้แบรนด์และบริษัทหลายแห่งล้มเหลวในการโปรโมทและต้องเสียเงินค่าโฆษณาเหล่านี้ไปเป็นจำนวนมากอย่างสูญเปล่าโดยที่ไม่ได้รับอะไรตอบแทนกลับมาเลย ทำให้ต้องมีการนำกลยุทธ์ทางการตลาดและการโฆษณาแบบใหม่มาใช้นั่นก็คือ Inbound PR ที่ใช้วิธีนำเสนอเนื้อหาที่มีประโยชน์ให้แก่ผู้ชมผ่านทาง Influencer และ Social media ยอดนิยมจนทำให้เกิดความสนใจและเดินกลับเข้ามาหาแบรนด์เองในที่สุด

แต่เมื่อพูดถึงการโปรโมทแบรนด์ผ่านช่องทางออนไลน์และ Social media ทำให้หลายคนคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะลดทอนความสำคัญของการทำ PR จนท้ายที่สุดบริษัทจะไม่ต้องการแผนก PR อีกต่อไป เพราะทุกคนสามารถโปรโมทสินค้าและบริการให้เข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้โดยไม่จำเป็นต้องมีทีมงานเฉพาะสำหรับการประชาสัมพันธ์เหล่านี้ แต่ความจริงแล้วการประชาสัมพันธ์หรือ PR นั้นยังคงมีความสำคัญและยิ่งใช้กลยุทธ์ Inbound PR นี้ก็ยิ่งต้องการทีมงาน PR ที่เก่งและมีคุณภาพ เพราะการทำ PR นั้นคือการเล่าเรื่องซึ่งจะเป็นการนำเสนอคุณค่าและสิ่งดี ๆ ของแบรนด์ได้อย่างดีที่สุด ดังนั้นบริษัทจึงต้องวางแผนในการทำ PR อย่างรอบคอบ โดยใช้วิธีการเล่าเรื่องและการสื่อสารทางจิตวิทยาที่เข้าถึงใจผู้ชมโดยไม่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าถูกรบกวนหรือถูกเสนอขายอะไรบางอย่างอยู่ ซึ่งวิธีนี้จะทำให้กลยุทธ์ Inbound PR ประสบความสำเร็จในที่สุด

Google ตัวช่วยในการค้นหาอันดับหนึ่งแต่ก็ยังมีข้อจำกัดสำหรับการทำ PR

เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคำถามหรือมีปัญหาที่ต้องการหาทางแก้ไข ผู้คนส่วนใหญ่จะนึกถึง Google เพราะเพียงแค่พิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหาเข้าไป คำตอบก็จะเรียงออกมาต่อหน้าซึ่งเป็นวิธีการที่สะดวกสบายที่สุดในการค้นหาคำตอบทุกอย่างที่ต้องการ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไม Google จึงเป็นแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก และกลุ่มผู้ใช้งานเหล่านั้นมีขนาดใหญ่กว่าจำนวนผู้ใช้งาน Social media และช่องทางการ PR ออนไลน์อื่น ๆ

ดังนั้นการทำ PR และการโปรโมทต่าง ๆ จึงหันมาให้ความสำคัญกับการโฆษณาเพื่อดึงดูดผู้ชมจาก Google ด้วยการพยายามทำให้เว็บไซต์ของตนเองติดอันดับการค้นหาในหน้าแรก ๆ และอันดับแรกโดยใช้วิธีการทำ SEO (Search Engine Optimization) แต่อย่างไรก็ตามการทำ SEO ก็ไม่ได้รับประกันความสำเร็จเสมอไปเพราะอัลกอริธึมของ Google มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงทำให้อันดับของเว็บไซต์ไม่คงที่ อีกทั้งยังการทำเว็บไซต์ยังต้องเน้นเนื้อหาที่มีคุณภาพและความน่าเชื่อถือของ Domain มากขึ้น ซึ่งบริษัทต้องมีการปรับตัวอย่างมากในการทำงาน และที่สำคัญก็คือ การทำงานหนักทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้รับประกันว่าเว็บไซต์ของบริษัทจะติดอยู่ในอันดับการค้นหาที่ดีตลอดไป แต่การตลาดและ PR ที่ต้องมีการวัดผลอยู่ตลอดทำให้การทำงานกับ Google เป็นเรื่องที่น่าหนักใจอยู่ไม่น้อย

กลยุทธ์ Inbound PR คำตอบสำหรับการโปรโมทยุคใหม่

เมื่อการทำ SEO เพื่อทำอันดับการค้นหาของเว็บไซต์เป็นสิ่งที่ทำได้ยากและไม่อาจรับประกันอันดับการค้นหาที่ดีไปตลอด ดังนั้นบริษัทจึงต้องหาวิธีการใหม่ ๆ ในการโปรโมทแบรนด์ ซึ่งกลยุทธ์ Inbound PR ที่ใช้วิธีการสร้างเนื้อหา (Content) ที่ยอดเยี่ยมเพื่อให้ลูกค้าเกิดความสนใจและเข้ามาหาแบรนด์เองจึงเป็นคำตอบสำหรับการแข่งขันทางการตลาดออนไลน์ที่ดุเดือดในยุคนี้

การทำ PR ด้วยกลยุทธ์ Inbound PR นั้นจะต้องทำการเลือกสื่อออนไลน์ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย จากนั้นจึงทำการสร้างเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจของผู้ชมแล้วเข้าไปเผยแพร่เนื้อหานี้ในสื่อออนไลน์หรือ Social media ที่ทีมได้ทำการเลือกมาแล้ว ในฐานะของผู้ใช้งานคนหนึ่ง ไม่ใช่การเข้าไปในฐานะบริษัทหรือผู้ทำการโฆษณาซึ่งจะทำให้ผู้ชมเกิดการต่อต้าน หรืออาจจะใช้วิธีให้ผู้เชี่ยวชาญหรือ Influencer เป็นผู้เผยแพร่เนื้อหานั้นก็ได้ซึ่งจะทำให้ผู้ชมเกิดความสนใจมากยิ่งขึ้น

มีการวิจัยด้านการตลาดที่ทำให้เรารู้ว่าแบรนด์ส่วนใหญ่สามารถสร้างเนื้อหาที่สามารถอธิบายประโยชน์และฟังก์ชั่นการใช้งานของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของตนเองได้อย่างดีเยี่ยม แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างความรู้สึกให้ผู้ชมรู้สึกได้ถึงคุณค่าของแบรนด์ ทำให้ไม่อาจสร้างความรู้สึกประทับใจและความภักดีต่อแบรนด์ได้ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ชมจะรู้ว่าสินค้าหรือบริการนี้มีประโยชน์อย่างไร แต่จะไม่สนใจว่าแบรนด์นี้จะมีอยู่หรือหายไปจากตลาดเมื่อไหร่ เมื่อพวกเขาจะซื้อสินค้าหรือบริการก็จะไม่ได้สนใจว่าจะต้องซื้อของแบรนด์นี้เท่านั้นเพราะไม่ได้เห็นความแตกต่างหรือความสำคัญของแบรนด์ สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการสร้างคุณค่าและการรับรู้ของแบรนด์ให้แก่ลูกค้าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ดังนั้นการสร้างเนื้อหาที่ดีที่มีประโยชน์ต่อผู้ชมและการมอบคุณค่าในการใช้งานให้แก่ผู้ชม จึงทำให้พวกเขารับรู้ได้ถึงความแตกต่างของแบรนด์คุณจากแบรนด์อื่น

บริษัทต้องมีการวางแผนเป็นอย่างดีในการสร้างเนื้อหาที่นำเสนอให้แก่ผู้ชม โดยจะต้องทำความเข้าใจว่าเนื้อหาประเภทใดที่เหมาะกับผู้ชมและเหมาะสมกับโอกาสที่นำเสนอ เช่น ผู้ชมกำลังคาดหวังว่าเนื้อหานั้นจะให้ความรู้ แบรนด์ก็ต้องนำเสนอเนื้อหาที่เป็นความรู้ให้กับผู้ชมไม่ใช่เนื้อหาที่เน้นความบันเทิง

การสร้างเนื้อหาที่ดี มีประโยชน์และตรงความต้องการของผู้ชม รวมถึงการใช้ผู้เผยแพร่ที่มีความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้การ PR ด้วยกลยุทธ์ Inbound ประสบความสำเร็จ ดังนั้นบริษัทต้องวางแผนการสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพและคำนึงถึงความสนใจของผู้ชมเป็นหลัก รวมทั้งยังต้องวางแผนการนำเสนอผ่านช่องทางที่เหมาะสม อย่างเช่น เผยแพร่เนื้อหาผ่านบล็อกหรือเว็บไซต์ของผู้เชี่ยวชาญหรือ Influencer ที่มีอิทธิพลต่อผู้ชม รวมทั้งการเผยแพร่เนื้อหาผ่าน Social media ที่กลุ่มผู้ชมเป้าหมายใช้งานอยู่ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ชมเกิดความสนใจในเนื้อหา มีการคอมเม้นท์และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาที่นำเสนอ จากนั้นจึงเกิดการติดตามและบอกต่อทำให้การโปรโมทและการ PR ประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดีและสร้างความแตกต่างกับแบรนด์จากคู่แข่งที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในตลาด

ทำไมการฝึกอบรม (Job Training) จึงสำคัญกับองค์กร

หน้าที่ของฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) นั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของการสรรหาพนักงานให้เข้ามาร่วมงานกับองค์กรเท่านั้น เพราะนั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการการทำงานทั้งหมด ต่อจากนั้นฝ่าย HR จะต้องคอยบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลให้ดีที่สุด รวมถึงร่วมพัฒนาศักยภาพของพนักงานให้ก้าวหน้าอยู่เสมอด้วย นั่นทำให้หนึ่งในหน้าที่สำคัญอีกอย่างของฝ่ายทรัพยากรบุคคลก็คือ “การฝึกอบรมพนักงาน (Training)” ที่จะช่วยให้บุคลากรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อความก้าวหน้าของพนักงานแต่ละคน และความก้าวหน้าของบริษัทไปพร้อมกัน

การฝึกอบรม (Training) คือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างมีระบบ เพื่อให้บุคคลได้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง กระทั่งเปลี่ยนพฤติกรรมไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด ตลอดจนพัฒนาความสามารถจนเกิดทักษะและความชำนาญ

ลักษณะของการฝึกอบรมในองค์กร

การจัดฝึกอบรมในองค์กรนั้นอาจมีทั้งรูปแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ บางครั้งอาจไม่ต้องมีขั้นตอนอะไรมาก ไม่จำเป็นต้องใช้สถานที่ในการจัด หรือไม่ต้องมีพิธีรีตรองอะไรให้ยุ่งยาก ขณะเดียวกันก็มีการฝึกอบรมอย่างจริงจังที่ต้องมีการจัดการรายละเอียดมากมายด้วยเช่นกัน ซึ่งการฝึกอบรมในองค์กรนั้นมีลักษณะใหญ่ๆ ดังนี้

1. การฝึกอบรมสำหรับการเริ่มต้นงานใหม่ (Orientation Training)

การฝึกอบรมสำหรับพนักงานใหม่นี้มีอยู่ 3 ลักษณะใหญ่ๆ ที่ต้องใส่ใจรายละเอียดต่างกันไปดังนี้

  • 1.1 การฝึกอบรมพนักงานใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษา : การฝึกอบรมสำหรับเด็กจบใหม่อาจจะต้องใส่ใจรายละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนพื้นฐาน และไม่ควรยากจนเกินไปนัก เพื่อให้เขาเริ่มปรับตัวในการทำงานได้ดี สำหรับเด็กจบใหม่อาจต้องปูพื้นฐานเรื่องวัฒนธรรมองค์กร ระบบ ระเบียบ ตลอดจนความรู้เบื้องต้นต่างๆ

ปัจจุบันการฝึกงานสำหรับนิสิตนักศึกษาเริ่มมีความเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น บางองค์กรจัดโปรแกรมการฝึกงานที่เสมือนทำงานจริงไม่ต่างจาก Orientation Training เลย โดยนิสิตนักศึกษาจะได้ทดลองทำงานจริงไปพร้อมกับเรียนรู้องค์กร ตลอดจนฝึกอบรมในด้านต่างๆ โปรแกรมการฝึกงานที่จริงจังนี้บริษัทสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับทั้งคนภายนอกและเหล่าคนรุ่นใหม่ไปพร้อมกันด้วย ทั้งยังเป็นบททดสอบความสามารถที่ดี และองค์กรก็ใช้การฝึกงานนี้เป็นกระบวนการสรรหาพนักงานไปในตัว ใครที่มีศักยภาพก็มักจะได้จ้างงานต่อหลังจากเข้าโปรแกรมการฝึกงานเสร็จ ปัจจุบันมีโครงการฝึกงานที่เป็นจริงเป็นจังน่าสนใจมากมายหลากหลายสาขา บริษัทที่มีโครงการที่ดีก็ย่อมต้องมีคนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก และต้องทำการคัดเลือกไม่ต่างจากการคัดเลือกคนเข้าทำงานในบริษัทเลยทีเดียว โดยตัวอย่างของโครงการที่น่าสนใจก็ได้แก่

  • Growing with AIS (GA) : เป็นโครงการฝึกงานภาคฤดูร้อนกับยักษ์ใหญ่อย่าง AIS และเป็นหนึ่งในโครงการฝึกงาน Internship with AIS ที่ได้รับความสนใจอย่างดีเยี่ยมทีเดียว โดย AIS พัฒนาโครงการฝึกงานในรูปแบบที่มีการฝึกฝนอบรมอย่างจริงจังมานาน เปิดรับในทุกสาขาอาชีพ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพของตนได้ทุกรูปแบบ
  • a team junior : โครงการฝึกงานที่ไม่เหมือนใครและได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่อย่างมากนี้เป็นโปรแกรมการฝึกงานที่สร้างสรรค์โดยนิตยสาร a day เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่ได้ทดลองทำงานนิตยสารจริงในรูปแบบ On Job Training ที่เด็กฝึกงานที่ได้รับการคัดเลือกทุกคนจะต้องทำนิตยสารของทีมออกมาวางตลาดขายจริงเป็นประจำทุกปี
  • SCB Internship : สำหรับสายงานธนาคาร โครงการฝึกงานธนาคารไทยพาณิชย์ก็เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมที่ได้รับความสนใจจากนิสิตนักศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะในโครงการจะมีการฝึกงานอย่างจริงจัง มีการอบรมต่างๆ รวมถึงการฝึกงานแบบ On Job Training ด้วย
  • 1.2 การฝึกอบรมพนักงานใหม่ที่มีประสบการทำงานแล้ว : สำหรับพนักงานใหม่ที่เคยผ่านงานมาแล้ว อาจไม่ต้องมีการฝึกอบรมในเรื่องพื้นฐานมาก แต่โฟกัสไปที่การฝึกอบรมเรื่องานเลยเพื่อให้พร้อมทำงานให้เร็วที่สุด หรือไม่หากเป็นงานที่คุ้นเคยอยู่แล้วก็อาจฝึกแบบทำงานจริงเพื่อให้พนักงานใหม่ได้ลองปรับตัวให้เข้ากับระบบการทำงานของบริษัท เป็นต้น สำหรับพนักงานใหม่นี้อาจเพิ่มเติมเรื่องวัฒนธรรมองค์กร และระบบ ระเบียบ การทำงานเข้าไปด้วย
  • 1.3 การฝึกอบรมพนักงานใหม่ที่ย้ายหน่วยงานภายในองค์กร : สำหรับพนักงานในองค์กรที่มีการย้ายแผนกหรือหน่วยงานที่ไม่ต้องเทรนด์เรื่องความสามารถเฉพาะทาง อาจไม่ต้องทำการฝึกอบรมอะไรมาก และอาจไม่ต้องมีการชี้แจงเรื่องวัฒนธรรมองค์กรใหม่ อาจมุ่งไปที่เรื่องการฝึกทักษะในการทำงานโดยตรง หรือให้ฝึกไปพร้อมกับการทำงานจริงเพื่อเป็นการปรับตัวไปเลย

2. การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพเดิมให้มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น (Skill Development Training)

การฝึกอบรมลักษณะนี้เป็นการเพิ่มพูนทักษะการทำงานของพนักงานให้ก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์กรโดยรวมด้วย การฝึกอบรมในส่วนนี้อาจเป็นการฝึกอบรบเฉพาะทางที่ไม่เหมือนกัน ฝ่าย HR ควรสั่งเกตศักยภาพของพนักงานแต่ละคน รวมถึงภาพรวมของแต่ละแผนก ว่าควรเสริมการอบรมตรงจุดใดด้วย

3. การฝึกอบรมเพื่อเพิ่มเติมองค์ความรู้ใหม่ (Unfamiliar Knowledge Training)

การฝึกอบรมลักษณะนี้คือการเสริมองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้กับพนักงานในองค์กร โดยควรเป็นองค์ความรู้ที่เขาไม่คุ้นเคยหรือมีทักษะมาก่อน ในขณะเดียวกันองค์ความรู้นั้นก็ควรเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานในบริษัท และทำให้องค์กรก้าวหน้าด้วย ฝ่าย HR ควรหูตากว้างไกลอยู่เสมอ สรรหาการอบรมใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์มาให้กับพนักงาน เพื่อให้พนักงานไม่หยุดอยู่กับที่ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อมีความก้าวหน้าก็ทำให้พนักงานมุ่งมั่นในการทำงานได้ยิ่งขึ้นด้วย

อีกหนึ่งการอบรมที่สำคัญก็คือการอบรมระดับบริหารจัดการ เพราะบรรดาหัวหน้างานต่างๆ นอกจากจะต้องบริหารเรื่องงานแล้วยังต้องบริหารเรื่องบุคคลด้วย จริงอยู่ที่ว่าบางคนอาจเก่งเรื่องงานแต่ไม่เก่งเรื่องคน แต่ฝ่าย HR เองก็สามารถช่วยส่งเสริมสนับสนุนเรื่องนี้ได้เช่นกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารงานบุคคลได้ดียิ่งขึ้น เพราะหัวหน้าที่ดีนั้นจะทำให้ลูกน้องอย่างทำงานร่วมด้วยไปนานๆ ลดอัตราการลาออก และทำให้ฝ่าย HR ทำงานได้สะดวกขึ้น ทั้งยังช่วยแบ่งเบาภาระในการบริหารงานบุคคลได้ดีอีกด้วย

รูปแบบของการฝึกปฎิบัติงานในองค์กร

รูปแบบของการฝึกปฎิบัติงานในองค์กรนั้นมีอยู่ 4 ลักษณะใหญ่ๆ ด้วยกัน ฝ่ายบุคคลสามารถพิจารณาให้ถ้วนถี่ว่ารูปแบบใดเหมาะกับการฝึกปฎิบัติงานในแต่ละคนหรือแต่ละตำแหน่งมากที่สุด

การฝึกปฎิบัติงานไปพร้อมการทำงานจริง (On Job Training / OJT)

การฝึกปฎิบัติงานลักษณะนี้คือการให้พนักงานคนนั้นๆ ได้ทดลองทำงานจริงไปพร้อมกับการเรียนรู้เลย โดยใช้ประสบการณ์เป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการทำงาน การฝึกปฎิบัติลักษณะนี้มักจะเหมาะกับธุรกิจที่ไม่มีความเสี่ยงสูง หรือไม่ต้องใช้ความชำนาญเฉพาะทางมากนัก รวมถึงมีแนวโน้มในการสร้างความเสียหายน้อยให้กับสังคมหรือคนทั่วไป

ข้อดี

  • ไม่ต้องเสียเวลาในการฝึกปฎิบัติงานนาน
  • ได้ทดสอบความสามารถและวัดศักยภาพในการทำงานจริง
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม
  • อาจเกิดผลเสียหรือผลกระทบต่อธุรกิจได้ง่าย เพราะเป็นการทำงานจริง
  • หากเป็นงานที่มีความเสี่ยง ต้องใช้ความสามารถเฉพาะทาง มีโอกาสสร้างปัญหาได้สูง
  • ไม่สามารถปกปิดความลับของบริษัทได้ เพราะต้องเปิดเผยทั้งหมดในการทำงานจริง
  • ไม่มีเวลาปรับพื้นฐานในเรื่องอื่นๆ ที่จำเป็น
  • เป็นการทำงานแบบลองผิดลองถูก อาจไม่มีเวลาในการสอนงาน หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
  • ระบบการทำงานในองค์รวมอาจไม่ดี

การฝึกปฎิบัติงานแบบแยกส่วน (Off Job Training)

การฝึกปฎิบัติงานลักษณะนี้มักจะเป็นการฝึกที่แยกส่วนจากการทำงานจริง ซึ่งมักเป็นการเตรียมตัวและฝึกฝนความชำนาญก่อนการเริ่มทำงานจริง การฝึกลักษณะนี้บางครั้งอาจเป็นเพียงการปูพื้นฐานความรู้ ระบบการทำงานในองค์รวม ก่อนที่แต่ละคนจะเริ่มทำงานจริง หรือบางครั้งก็เป็นการจัดการฝึกฝนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะความสามารถเฉพาะทางทั้งหลาย เพื่อเวลาทำงานจริงจะได้พร้อมและเกิดความผิดพลาดให้น้อยที่สุด บางครั้งอาจจะเป็นการทำงานเสมือนจริง ในสถานการณ์ที่จำลองขึ้น หรือบางครั้งก็เป็นการอบรมการใช้เครื่องมือให้ถูกวิธี ก่อนที่จะลงมือปฎิบัติงานจริง เป็นต้น การฝึกปฎิบัติลักษณะนี้เหมาะกับงานที่มีความเสี่ยงสูง ต้องการความชัดเจน แน่นอน ตลอดจนงานที่มีความเสี่ยงต่อชีวิต แต่บางครั้งองค์กรใหญ่ๆ ก็อาจมีการฝึกงานลักษณะนี้เป็นพื้นฐานในงานทุกรูปแบบอยู่แล้ว โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาในการเริ่มต้นงานใดๆ

ข้อดี

  • เกิดความผิดพลาดได้น้อย เพราะทุกคนได้ทดลองทำงานมาอย่างเชี่ยวชาญก่อนเริ่มงานจริง
  • พนักงานมีองค์ความรู้พื้นฐานที่แน่น ตลอดจนมีทักษะชำนาญการที่ดี
  • พนักงานเกิดความมั่นใจในการทำงาน ส่งผลให้ทำงานได้ดี
  • งานมีประสิทธิภาพมากกว่า
  • มีเวลาในการเรียนรู้ ถามไถ่ ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
  • องค์กรทำงานเป็นระบบเดียวกันได้ดีกว่า
  • กินเวลาในการฝึกอบรมที่นาน ทำให้เสียเวลาได้
  • ใช้งบประมาณค่อนข้างสูง

การฝึกปฎิบัติงานแบบเรียนรู้ด้วยตนเอง ( Self Development Job Training)

ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวไกลยิ่งขึ้น และทุกองค์กรต้องการประหยัดเวลาให้มากที่สุด การฝึกปฎิบัติงานในรูปแบบเรียนรู้ด้วยตนเองนี้จึงเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ฝ่าย HR (และฝ่ายต่างๆ) อาจจะจัดทำชุดการเรียนรู้ด้วยตัวเองไว้ให้พนักงานแต่ละแผนกเรียนรู้ไปตามความถนัดที่ต่างกัน หรืออาจเป็นการสร้างระบบ E-Learning แบบออนไลน์ ที่เป็นชุดการเรียนรู้ให้พนักงานทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองในทุกสถานที่ ทั้งนี้การทำ E-Learning มักเป็นความรู้พื้นฐานขององค์กรที่พนักงานสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองแบบไม่ยากนัก หรือเป็นชุดเรียนรู้ที่จะช่วยเสริมทักษะสำหรับการทำงานในแต่ละตำแหน่งที่จะช่วยเพิ่งศักยภาพตลอดจนปรับความเข้าใจและระบบการทำงานให้ตรงกัน การฝึกปฎิบัติงานลักษณะนี้มักจะเหมาะกับงานทั่วๆ ไป ที่ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องทักษะมากนัก ขณะเดียวกันก็เหมาะกับการเทรนด์ที่มีองค์ความรู้มากๆ เพราะใน E-Learning สามารถบรรจุความรู้ลงไปได้ และผู้เรียนสามารถย้อนกลับมาดูได้ตามต้องการ หรือใช้เวลาเรียนรู้ได้ตามต้องการ

ข้อดี

  • องค์กรไม่เสียเวลาในการอบรมปฎิบัติงาน
  • พนักงานสามารถเลือกเรียนรู้ได้ตามเวลาที่สะดวก
  • ประหยัดงบประมาณในระยะยาว เพราะองค์ความรู้สามารถใช้ซ้ำและอธิบายได้ไม่จำกัดเวลาหรือจำนวนคนที่รับรู้
  • บริหารจัดการสื่อได้ง่าย สร้างสรรค์สื่อให้มีความน่าสนใจได้ไม่จำกัดรูปแบบ
  • สร้างความเข้าใจได้ดี
  • ขาดการสื่อสารสองทาง (Two Way Communication) ที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้
  • ไม่มีการถามตอบ หรือทำให้พนักงานไม่กล้าสักถาม
  • ควบคุมองค์ความรู้และความลับของบริษัทได้ยาก
  • ควบคุมเวลาการเรียนรู้ได้ยาก ขึ้นอยู่กับศักยภาพและความสนใจของแต่ละบุคคล

การฝึกปฎิบัติงานแบบผสมผสาน (Mixed Pattern Job Training)

บางครั้งบางลักษณะงานอาจต้องการการฝึกฝนแบบผสมผสานทั้งแบบ การฝึกปฎิบัติงานไปพร้อมการทำงานจริง (On Job Training / OJT) หรือ การฝึกปฎิบัติงานแบบแยกส่วน (Off Job Training) เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมอย่างชำนาญและเริ่มต้นทำงานจริงให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเฉพาะสายงานที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ตลอดจนอุตสาหกรรมการผลิตทั้งหลาย ที่การผิดพลาดแม้เพียงน้อยนิดอาจสร้างผลกระทบอันใหญ่หลวงในหลายมิติได้ นอกจากนี้องค์กรยุคปัจจุบัน (โดยเฉพาะองค์กรระดับใหญ่) ยังเสริมการฝึกปฎิบัติงานแบบเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self Development Job Training) เข้ามาด้วย ทั้งแบบบังคับให้เรียนรู้ตามตำแหน่งงาน และแบบศูนย์เรียนรู้รวมที่แชร์ความรู้ให้พนักงานสามารถเลือกเรียนรู้ได้ด้วยความสนใจของตนเอง และสิ่งที่ตัวเองต้องการพัฒนาศักยภาพให้ดีขึ้น

ข้อดี

  • พนักงานมีองค์ความรู้ที่รอบด้าน ครบ แน่น พร้อมในการปฎิบัติงาน
  • พนักงานมีตัวเลือกในการพัฒนาศักยภาพหลากหลายรูปแบบ ไม่น่าเบื่อ
  • ธุรกิจมีความเสี่ยงน้อยลง
  • พนักงานมีศักยภาพ องค์กรมีประสิทธิภาพ
  • องค์กรมีการทำงานที่เป็นระบบระเบียบ
การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

การลงทุนในตัวเลือกไบนารี
Leave a Reply

;-) :| :x :twisted: :smile: :shock: :sad: :roll: :razz: :oops: :o :mrgreen: :lol: :idea: :grin: :evil: :cry: :cool: :arrow: :???: :?: :!: