กลยุทธ์การเร่งความเร็วแบบโฟเร็ก – ผลลัพธ์และการกำหนดค่า

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

MattOption

ในบทความในวันนี้ผมจะเสนอกลยุทธ์ที่นำเสนอผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมทางสถิติ กลยุทธ์จะขึ้นอยู่กับบริการ chartlo chart selection ข้อดีของวิธีการลงทุนนี้คือไม่ต้องใช้เครื่องมือเพิ่มเติมนอกเหนือจากการเข้าถึง Chartlo อาจกล่าวได้ว่าบริการนี้สร้างสัญญาณการทำธุรกรรม ด้านล่างฉันจะแสดงวิธีการตั้งค่าการแจ้งเตือนและเหตุผลที่ทำงาน วิธีการทำงานได้ดีในช่วงเวลาที่มีขนาดเล็ก (1-15 นาที) ตลอดจนในช่วงเวลาที่มีขนาดใหญ่ (จาก 60 นาทีถึง 1D) ฉันได้คำนึงถึงกฎระเบียบล่าสุดที่ใช้กับสหภาพยุโรปโดย ESMA

สมมติฐาน:

  • กลยุทธ์คือการจับภาพแนวโน้มในระยะแรก
  • กลยุทธ์ทำงานในทุกช่วงเวลา (ช่วงที่ใหญ่กว่ามากขึ้นกำไรจากการทำรายการเดียว)
  • กลยุทธ์ไม่มีรายการที่เปิดอยู่จำนวน จำกัด คุณสามารถได้รับเปอร์เซ็นต์ของการทำธุรกรรมหนึ่งรายการ แต่ด้วยผลประกอบการที่มีขนาดใหญ่ทำให้คุณได้รับผลกำไรสูง

การกำหนดค่าการแจ้งเตือน

ระยะห่าง – เราตั้งพารามิเตอร์ใด ๆ ไว้ที่นี่ คำแนะนำของฉันคือ 1h หรือ 2h โปรดจำไว้ว่าช่วงเวลาที่สูงขึ้นจะทำให้เราต้องปิดตำแหน่งมากขึ้น หากคุณเลือก D1 อาจเป็นได้ว่ารายการหนึ่งจะเปิดให้บริการเป็นเดือน (แต่จะได้รับเช่นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์)

ช่วงเวลา – เราตั้งเทียน 15 เสมอ

อัตราส่วนของการเพิ่มขึ้น / ลดลง – 65% พารามิเตอร์เหล่านี้ช่วยให้เราสามารถจับแนวโน้มในระยะเริ่มแรกได้โดยไม่เสี่ยงต่อการแก้ไขทันทีที่ได้รับการแจ้งเตือน

เปิดตำแหน่ง

ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นการเปิดตำแหน่งทำได้ง่ายมาก เราไม่จำเป็นต้องมีตัวบ่งชี้ภายนอกใด ๆ หลังจากได้รับแจ้งแล้วเราจะเข้าสู่ตลาดทันทีและเปิดตำแหน่งตามแนวโน้มที่ Chartlo แนะนำ ด้วยวิธีนี้เราจะใช้พารามิเตอร์ Take Profit และ Stop Loss แบบคงที่ นี้มีข้อเสียของมัน แต่ในกรณีของกลยุทธ์อัตโนมัติและการทำให้เข้าใจง่ายที่สุดจะเป็นประโยชน์ต่อไป:

  • ใช้กำไร + 40% (ราคาต้องเพิ่มขึ้น 0.40%)
  • Stop Loss – 20% (ราคาจะต้องลดลง 0.20%)
  • Lewar – 1: 100

ในกรณีที่ ESMA มีข้อ จำกัด ในการใช้ประโยชน์เราจะไม่เปลี่ยน Take Profit (0.40%) และ Stop Loss (0.20%) การทำเช่นนี้จะส่งผลให้กำไรลดลงจากรายการเดียว แต่คุณสามารถติดตามจำนวนรายการที่เปิดระหว่างวันได้ อย่างไรก็ตามหากต้องการรักษาระดับผลตอบแทนเราจำเป็นต้องเพิ่มช่วงเวลาสำหรับ H6 หรือ D1 และเปิดตำแหน่งเป็นเวลาหลายสัปดาห์ จากนั้นราคาจะพ่ายแพ้ระยะทางที่มากขึ้นและสิ่งที่แม้จะมีการใช้ประโยชน์น้อยกว่าเราสามารถได้รับจำนวนเงินที่ใกล้เคียงกัน

การบริหารจัดการการเงิน

ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้นี่เป็นกลยุทธ์ที่ควรทำเพื่อขายส่ง นั่นคือมูลค่าของรายการหนึ่งควรมีขนาดเล็กเพื่อให้เราสามารถเปิดทางเลือกมากมายในระหว่างวัน ฉันขอแนะนำทุน 1-2% สำหรับการทำธุรกรรม ในระหว่างวันเราสามารถเปิดรายการได้หลายสิบรายการโดยใช้วิธีนี้ ตัวอย่างของกำไรสำหรับประสิทธิภาพ 50% (คุณสามารถได้รับประสิทธิภาพ 65-70%) และ 50 สำหรับวันนี้

ขาดทุน 25 = $ 500

กำไร: $ 1000 – $ 500 = $ 500

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

ด้านล่างนี้คุณจะเห็นผลการค้นหาล่าสุดที่ฉันได้รับจากกลยุทธ์นี้ ฉันดำเนินการกับ H2 ภายในและตำแหน่งต่างๆถูกเปิดขึ้นโดยใช้ x100 ซ้าย ในความเป็นจริงคุณสามารถปิดตำแหน่งภายในหนึ่งหรือสองวันได้อย่างปลอดภัย

กลยุทธ์การเร่งความเร็วแบบโฟเร็ก – ผลลัพธ์และการกำหนดค่า

8.4 การปรับปรุงการผลิตด้วยวงจร PDCA

กลยุทธ์การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน มีความสำคัญและมีหลากหลายวิธี ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติหรือกิจกรรมที่ทำให้องค์การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรต่างๆ และการจัดกิจกรรมขององค์การด้านต่างๆ เป็นประโยชน์อย่างมากเกี่ยวกับการตัดสินใจ

รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ได้ถูกำหนดขึ้นอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับสิ่งแดล้อม ธรรมชาติ และวัฒนธรรมตามองค์การ ซึ่งทำให้องค์การสามารถพัฒนาให้บรรลุเป้าหมายเป็นองค์การที่มีคุณภาพ

สมรรถนะย่อย (Element of Competency)

8.1.1 ความหมายของการบริหารกลยุทธ์ (Strategie)

กลยุทธ์เป็นแผนการปฏิบัติการที่อธิบายถึง การจัดสรรทรัพยากรและกิจกรรมอื่นๆ ให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมและช่วยให้องค์การบรรลุเป้าหมาย ดังนั้น การบริหารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management) จึงหมายถึง กระบวนการสร้างความมั่นใจ ว่า องค์การได้รับผลประโยชน์จากการใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมนำมาใช้ด้านการตัดสินใจและนำไปปฏิบัติซึ่งกลยุทธ์จะจะเสนอความเป็นต่อในการแข่งขันระหว่างองค์การและสิ่งแวดล้อมเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ

องค์การเป็นจำนวนมากได้มีการกำหนดรูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ขึ้น โดยพิจารณาความสอดคล้องกับลักษณะการดำเนินงาน องค์การโดยทั่วไปจะมีการกำหนดรูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ ดังนี้

1. การประเมินสภาพการทำงาน (Assessing) เป็นกระบวนการศึกษาถึงภาพต่างๆ รวมทั้งข้อมูลที่จำเป็นเพื่อจะนำมาเป็นตัวกำหนดถึงความต้องการขององค์การ และความเป็นไปได้เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งประกอบด้วยงานต่อไปนี้

(2) สังเกตสิ่งต่างๆ ด้วยความรอบคอบ

รูปที่ 8.1 สภาพการทำงาน

2. จัดลำดับความสำคัญของงาน (Prioritizing) เป็นกระบวนการกำหนดเป้าหมาย จุดประสงค์ และกิจกรรมต่างๆ ขององค์การตามลำดับความสำคัญ ประกอบด้วยงานดังนี้

3. ออกแบบวิธีการทำงาน (Designing) เป็นกระบวนการวางแผนขั้นตอนวิธีการทำงานฝ่ายต่างๆ เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ประกอบด้วยงานดังนี้

(1) จัดสายงานให้ส่วนประกอบต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์การมีความสัมพันธ์กัน

(3) เตรียมการต่างๆ ให้พร้อมที่จะทำงาน

(5) กำหนดแผนการทำงาน ขั้นตอนวิธีการทำงานให้ชัดเจน

4. จัดสรรทรัพยากร (Allocation Resources) เป็นกระบวนการกำหนดทรัพยากรต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการทำงาน ประกอบด้วยงานดังนี้

5. ประสานงาน (Coordinating) เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับคน เวลา วัสดุอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อจะทำให้การเปลี่ยนแปลงบรรลุผลสำเร็จ การประสานงานมีดังนี้

(1) ประสานการปฏิบัติงานฝ่ายต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์การให้ดำเนินการไปด้วยกันด้วยความราบรื่น

(2) ปรับการทำงานในส่วนต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพให้มากที่สุด

6. นำการทำงาน (Directing) เป็นกระบวนการที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติของแต่ละฝ่ายภายในองค์การ เพื่อให้เกิดสภาพที่เหมาสม บรรลุผลแห่งการเปลี่ยนแปลงให้มากที่สุดมีดังนี้

(3) กำหนดระเบียบแบบแผนเกี่ยวกับเวลา ปริมาณหรืออัตราความเร็วในการทำงาน

8.2.1 ความหมายของการบริหารการผลิต (Product Management)

การบริหารการผลิต หมายถึง การสร้าง การวิเคราะห์ การจัดการ การวางแผนการปฏิบัติตามแผน และการควบคุมผลิตภัณฑ์ขององค์การ เพื่อสนองความจำเป็นและความต้องการของลูกค้าให้เกิดความพึงพอใจ ขณะเดียวกันก็ต้องบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ ผู้บริหารจะต้องมีความรู้ความเข้าใจ การดำเนินงานตามกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ถ้าผู้บริหารขาดความสนใจการเพิ่มผลผลิตอย่างต่อเนื่องตามกระบวนการแล้วผลเสียจะเกิดขึ้น ดังนั้น การบริหารการผลิตที่สำคัญ คือ การบริหารจัดการ ควบคุมการดำเนินงานให้สอดคล้องกับกระบวนการผลิตเพื่อการเพิ่มผลผลิตอย่างมีคุณภาพ

1. การวางแผนและการควบคุมการผลิต จะต้องเป็นสิ่งที่ไม่ซับซ้อนและมีความเป็นสากลโดยผู้บริหารจะต้องตั้งคำถามตามขั้นตอนดังนี้

(5) มีการสั่งซื้อหรือจัดหาวัตถุดิบ ทรัพยากรอะไรบ้าง

(6) จะต้องใช้ทรัพยากรอะไรอีกบ้าง จะใช้เมื่อใดจะทำการผลิตจำนวนเท่าไร

คำถามต่างๆ เหล่านี้จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเคลื่อนไหวของวัตถุดิบจากผู้ส่งมอบเข้าสู่กระบวนการผลิต เพื่อผลิตสินค้า/ผลิตภัณฑ์ส่งต่อไปยังลูกค้า

2. เวลา เป็นทรัพยากรที่มีค่าในการผลิต การสิ้นเปลืองเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ขององค์การไม่อาจหามาทดแทนได้ เพื่อให้ใช้ทรัพยากรได้ดีขึ้นผู้บริหารสามารถทำได้โดย

(2) ปฏิเสธเหตุผลที่จะเผื่อเวลา หรือมีสินค้าคงคลังเผื่อสำรองไว้

(4) จัดลำดับความสำคัญของงานแต่ละกลุ่ม แต่ละงานเพื่อใช้เวลาให้น้อยลงกว่าเดิม

3. องค์การใช้เพียงระบบเดียวเท่านั้นสำหรับการผลิตทุกรูปแบบ โครงสร้างของระบบการวางแผนและการควบคุมการผลิตจะเหมือนกัน ในการผลิตทุกๆ รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นองค์การการผลิตขนาดเล็กหรือใหญ่ ตลอดจนองค์การที่มีความแตกต่างกันตามลักษณะการผลิต แต่องค์ประกอบและปัจจัยเบื้องต้นต่างๆ ของกระบวนการผลิตจะเหมือนกัน จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีระบบการวางแผนและควบคุมการผลิตหลายระบบหลายรูปแบบ

4. ไม่มีวิธีการที่ดีที่สุดในการควบคุมการผลิต ระบบการวางแผนและการควบคุมการผลิตจะเหมือนกันในกรอบงานหรือหน้าที่พื้นฐาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการทำให้องค์การบรรลุวัตถุประสงค์ต่างๆ ได้ ถึงแม้ว่ากรอบงานหรือหน้าที่พื้นฐานของระบบจะมีลักษณะเหมือนกัน แต่องค์การอาจมีปัจจัยรายละเอียดที่มีความสำคัญแตกต่างกันออกไป

รูปที่ 8.2 การผลิต

การออกแบบ (Design) เป็นเทคนิควิธีเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอีกวิธีการหนึ่งซึ่งจะพิจารณาการทำงานร่วมกันระหว่างคนและเครื่องจักร จำเป็นอย่างยิ่งที่องค์การจะต้องศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ การทำงานของพนักงาน การทำงานของเครื่องจักร และการทำงานของพนักงานที่ต้องทำงานกับเครื่องจักร

คนงานและเครื่องจักรต่างต้องใช้แรงทำงานได้ แต่คนไม่สามารถใช้แรงมากๆ และนานเหมือนกับเครื่องจักรได้ วิธีการที่สำคัญก็คือ การใช้คนควบคุมการทำงานของเครื่องจักร โดยเฉพาะถ้างานนั้นเป็นงานที่ทำกันอยู่เป็นประจำก็ควรจะจัดให้มีการป้อนโปรแกรมเข้าไป เพื่อให้เครื่องจักรสามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติ งานหลายประเภทที่ต้องอาศัยกระบวนการผลิตซ้ำแบบเดิม การใช้คนทำงานเหล่านี้จึงเป็นการสิ้นเปลืองการใช้ทรัพยากรมนุษย์อย่างยิ่ง องค์การควรที่จะนำเครื่องจักรเข้ามาช่วยในการทำงาน ซึ่งจะทำงานได้อย่างรวดเร็วและเป็นมาตรฐานกว่า จึงมักเกิดคำถามโดยทั่วไปว่า “ทำไมโรงงานจึงจ้างพนักงานทำงานมากกว่าที่จะใช้เครื่องจักรทำงาน” คำตอบจากองค์การส่วนมากคือ การจ้างคนถูกกว่าการซื้อเครื่องจักรและงานที่ต้องอาศัยความคิด คนจะทำได้ดีกว่าเครื่องจักร แม้แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีหน่วยความจำจำนวนมากก็ยังมีข้อจำกัด เพราะไม่สามารถคิดเพิ่มเติมได้ ดังนั้น งานที่ต้องอาศัยความคิดส่วนใหญ่องค์การจึงยังต้องอาศัยคน ทั้งนี้เป็นเพราะคนสามารถคิดและตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาที่พบได้อย่างมีเหตุผล แต่เครื่องจักรทำได้เพียงแค่การตอบสนองตามกฎและขั้นตอนที่ระบุไว้เท่านั้น

การออกแบบให้คนและเครื่องจักรทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีความสำคัญมากในปัจจุบัน ผู้ออกแบบจำเป็นต้องมีข้อมูลพื้นฐานและมีการวิจัยที่จะกำหนดการทำงาน การเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานซึ่งมีความสำคัญต่อการออกแบบเครื่องจักรเช่นเดียวกัน เพื่อให้พนักงานและเครื่องจักรทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

8.4 การปรับปรุงการผลิตด้วยวงจร PDCA

องค์การผู้ผลิตมีวิธีการเพิ่มผลผลิตได้หลายวิธี ทั้งแบบตะวันตกและแบบญี่ปุ่น ขึ้นอยู่กับลักษณะของการผลิต ถึงแม้ว่าจะมีเทคโนโลยีต่างๆ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการปรับปรุงการเพิ่มผลผลิต แต่ก็ไม่สามารถทำให้เกิดคุณภาพและประสิทธิภาพสูงสุดได้ถ้าปราศจากพนักงานที่มีคุณภาพและความรับผิดชอบ ดังนั้นเทคนิควิธีการปรับปรุงการเพิ่มผลผลิตที่องค์การการผลิตนิยมใช้อย่างแพร่หลายก็คือ เทคนิควิธีการที่ทำให้พนังงานได้มีส่วนร่วม เป็นเทคนิควิธีการที่ใช้ในองค์การการผลิตของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งองค์การการผลิตและบริการนำมาปรับใช้ในการเพิ่มผลผลิต ญี่ปุ่น เรียกว่า Kaizen Activity ที่รู้จักกันโดยทั่วไป ได้แก่ วงจร PDCA 5 ส. ระบบข้อเสนอแนะ และกิจกรรมกลุ่มคุณภาพ เป็นต้น

วงจร PDCA มีอีกชื่อเรียกว่า วงจรเดมมิง (Deming Cycle) หรือวงจรชิวฮาร์ท (Shewhart Circle) ชิวฮาร์ทเป็นผู้คิดวงจรนี้ขึ้น โดยมีเดมมิงเป็นคนเผยแพร่ให้รู้จักกันอย่างแพร่หลาย PDCA เป็นวงจรของการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องที่มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกันดังนี้

P = Plan หมายถึง การกำหนดวัตถุประสงค์ และการตั้งเป้าหมายขององค์การในการวางแผนการผลิตว่าจะผลิตอะไร และด้วยวิธีการใด เป็นต้น

D = Do หมายถึง การลงมือปฏิบัติตามแผนที่ได้กำหนดไว้

C = Check หมายถึง การตรวจสอบความก้าวหน้าผลการปฏิบัติงาน และการทบทวนข้อบกพร่องต่างๆ ว่าได้ผลตามทีกำหนดไว้หรือไม่

A = Action หมายถึง หาแนวทางปรับปรุง แก้ไข และจัดทำมาตรฐานในส่วนที่ปฏิบัติได้ผลดีตลอดจนการกำหนดแนวทางในการปรับปรุง

8.4.2 ข้อพิจารณาในการปฏิบัติงานทุกขั้นตอนของวงจร PDCA

1. วงจร PDCA เป็นการริเริ่มสิ่งใหม่ๆ โดยเริ่มในขอบข่ายที่กำหนดก่อนที่จะนำไปปฏิบัติ ต้องมีการทบทวน แก้ไขข้อผิดพลาดจนกว่าจะได้ผลดีและเป็นที่ยอมรับขององค์การมาตรฐาน

2. ต้องมีการติดต่อสื่อสารอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้รู้ถึงขั้นตอนการดำเนินงาน โดยเฉพาะระหว่างผู้วางแผนกับผู้ปฏิบัติ

3. กำหนดเป้าหมายที่เหมาะสม องค์การจะต้องใช้ข้อมูลที่แท้จริงในการกำหนดเป้าหมายจากนั้นจึงเป็นมาตรฐานการดำเนินงาน ซึ่งจะทำให้การปรับปรุงมีประสิทธิภาพและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

4. การกำหนดเป้าหมายของแผนครั้งต่อไป ต้องพิจารณาจากปัจจัยแวดล้อมเป็นสำคัญ

PDCA มีลักษณะไม่ถึงกับสลับซับซ้อนมากนัก แต่ในการปฏิบัติงานจริงองค์การมักจะลงมือปฏิบัติโดยปราศจากการวางแผน และเมื่อลงมือปฏิบัติก็ไม่มีการตรวจสอบหรือประเมินผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมา จึงทำให้ไม่มีการป้องกันแก้ไขหรือปรับปรุงการปฏิบัติงาน การดำเนินการ ถ้าไม่มีขั้นตอนตรวจสอบก็อาจจะต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งไป

การขับเคลื่อนวงจร PDCA องค์การไม่จำเป็นต้องเริ่มที่ P เสมอไปก็ได้ขึ้นอยู่กับลักษณะและการใช้งานของแต่ละขั้นตอน องค์การจะต้องวิเคราะห์ว่า ควรเริ่มที่ขั้นไหนจึงจะเหมาะสมกับสถานการณ์

8.5.1 ลักษณะของข้อเสนอแนะการปรับปรุงงาน (Suggestion)

ข้อเสนอแนะการปรับปรุงงานเป็นเทคนิควิธีการเพิ่มผลผลิตวิธีหนึ่งที่เปิดโอกาสให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นปรับปรุงงานที่ทำอยู่ ช่วยให้การปฏิบัติงานในส่วนต่างๆ มีการพัฒนาและปรับปรุงให้ดีขึ้น ส่งผลให้องค์การสามารถปรับปรุงงานและทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อเสนอแนะการปรับปรุงงานเป็นการเปิดโอกาสให้พนักงานในหน่วยงานได้แสดงความคิดเห็นที่จะทำงานให้ดีขึ้น และยังเป็นวิธีการหนึ่งของการจูงใจ (Motivation) ซึ่งผู้บริหารหรือหัวหน้างานจะต้องทำการโน้นน้าวจิตใจของพนักงานให้ประสานสามัคคีร่วมกันนำองค์การไปสู่เป้าหมายที่กำหนดการสร้างความรู้สึกให้พนักงานเป็นส่วนหนึ่งขององค์การ จึงมีส่วนช่วยแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงานขององค์การ โดยถือเป็นหน้าที่ของพนักงานทุกคนที่จะต้องร่วมมือกันปรับปรุงการเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น เรียกว่า “ระบบบริหารแบบล่างขึ้นสู่บน” วิธีการนี้เริ่มนำมาใช้ในประเทศไทย ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานอีกประการหนึ่งของการเพิ่มผลผลิต ซึ่งเป็นการระดมความคิดเพื่อพัฒนาคุณภาพและเพิ่มผลผลิตโดยบุคคลและกลุ่ม

8.5.2 จุดมุ่งหมายของระบบข้อเสนอแนะ มีดังนี้

2. เพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีความคิดริเริ่ม การพัฒนาปรับปรุงให้หน่วยงานได้มีการเพิ่มผลผลิตสูงขึ้น

3. เพื่อให้พนังงานมีความพอใจในการทำงาน และแก้ไขปัญหาการปรับปรุงงานของตนเองที่ปฏิบัติอยู่แล้วให้ดีขึ้น เช่น

(1) การปรับปรุงวิธีการปฏิบัติงาน กระบวนการผลิต และลดเวลาการปฏิบัติงาน

(2) การปรับปรุงการใช้งานของอุปการณ์ เครื่องมือ เครื่องจักรต่างๆ

(3) การประหยัดพัสดุ และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการปรับปรุงคุณภาพ

(6) ข้อเสนอแนะเหล่านี้อาจได้รับการกรอกในแบบฟอร์ม และส่งมายังคณะกรรมการโดยผ่านทางหัวหน้างาน ข้อเสนอแนะที่ผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะถูกนำไปปฏิบัติ

รูปที่ 8.3 การปรับปรุงเครื่องจักร

กลยุทธ์การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมีดังนี้ การบริหารเชิงกลยุทธ์ การบริหารการผลิตการออกแบบประสิทธิภาพ การปรับปรุงการผลิตด้วยวงจร PDCA ข้อเสนอแนะการปรับปรุงงาน และการบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์การ

การบริหารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management) เป็นกระบวนการสร้างความมั่นใจว่า องค์การได้รับผลประโยชน์จากการใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมนำมาใช้ด้านการตัดสินใจ และนำไปปฏิบัติซึ่งกลยุทธ์จะเสนอความเป็นต่อในการแข่งขัน ระหว่างองค์การและสิ่งแวดล้อมเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ

การบริหารการผลิต (Product Management) เป็นการสร้าง การวิเคราะห์ การจัดการ การวางแผน การปฏิบัติตามแผน และการควบคุมการผลิตภัณฑ์ขององค์การ เพื่อสนองความเป็นและความต้องการของลูกค้าให้เกิดความพึงพอใจ ขณะเดียวกันก็ต้องบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การผู้บริหารจะต้องมีความรู้ความเข้าใจ การดำเนินงานตามกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ถ้าผู้บริหารขาดความสนใจการเพิ่มผลผลิตอย่างต่อเนื่องตามกระบวนการแล้วผลเสียจะเกิดขึ้น ดังนั้น การบริหารการผลิตที่สำคัญ คือ การบริหารจัดการ ควบคุมการดำเนินงานให้สอดคล้องกับกระบวนการผลิตเพื่อการเพิ่มผลผลิตอย่างมีคุณภาพ

การออกแบบประสิทธิภาพ เป็นการออกแบบให้คนและเครื่องจักรทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีความสำคัญมากในปัจจุบัน ผู้ออกแบบจำเป็นต้องมีข้อมูลพื้นฐานและมีการวิจัยที่จะกำหนดการทำงาน การเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานซึ่งมีความสำคัญต่อการออกแบบเครื่องจักรเช่นเดียวกันเพื่อให้พนักงานและเครื่องจักรทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

การปรับปรุงการผลิตด้วยวงจร PDCA มีลักษณะไม่สลับซับซ้อน แต่ในการปฏิบัติงานจริงองค์การมักจะลงมือปฏิบัติโดยปราศจากการวางแผน และเมื่อลงมือปฏิบัติก็ไม่มีการตรวจสอบหรือประเมินผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมา จึงทำให้ไม่มีการป้องกันแก้ไขหรือปรับปรุงการปฏิบัติงานการดำเนินการ ถ้าไม่มีขั้นตอนตรวจสอบก็อาจจะต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งไป การขับเคลื่อนวงจร PDCA องค์การไม่จำเป็นต้องเริ่มที่ P เสมอไปก็ได้ขึ้นอยู่กับลักษณะและการใช้งานของแต่ละขั้นตอน องค์การจะต้องวิเคราะห์ว่า ควรเริ่มที่ขั้นไหนจึงจะเหมาะสมกับสถานการณ์

ข้อเสนอแนะนำการปรับปรุงงาน (Suggestion) เป็นเทคนิควิธีการเพิ่มผลผลิตวิธีหนึ่งที่เปิดโอกาสให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นปรับปรุงงานที่ทำอยู่ ช่วยให้การปฏิบัติงานในส่วนต่างๆ มีการพัฒนาและปรับปรุงให้ดีขึ้น ส่งผลให้องค์การสามารถปรับปรุงงานและทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

หลักการบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์การ (Total Quality Management: TQM) เป็นแนวคิดในการทำงานที่มุ่งเน้นให้พนักงานทุกระดับภายในองค์การได้มีส่วนร่วม ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงจนถึงพนักงานระดับปฏิบัติการ โดยกำหนดเป้าหมายของการพัฒนากลุ่มคุณภาพทั้งองค์การให้มีจิตสำนึกด้านคุณภาพโดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

2. เพื่อความเจริญเติบโตและความก้าวหน้าขององค์การ ภายใต้สภาวการณ์แข่งขัน

เลือกกลยุทธ์การ Migration ให้เหมาะกับองค์กร

5R’s of Cloud Migration Strategic

กลยุทธ์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกๆ สิ่ง การวางแผน การเตรียมตัว และกำหนดเป้าหมายที่ถูกต้องจะทำให้เราได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ ยิ่งเป็นการ Transform หรือ การเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนด้วยแล้ว การวางแผน และกลยุทธ์ ก็ยิ่งเป็นสิ่งสำคัญในอันดับต้นๆ วันนี้เราจะมาพูดคุยกันเรื่องของ Cloud Transformation หรือ การเลือกวิธีในการ Migrate ขึ้น Cloud ว่ามีแนวคิดอย่างไรบ้าง และอะไรที่น่าจะเหมาะสมกับแต่ละองค์กร

กลยุทธ์ในการทำ Cloud Migration โดยพื้นฐานจะมี 5 แบบ คือ Rehost, Refactor, Rearchitect, Rebuild, Replace ซึ่งในแต่ละแบบนั้นจะมีวิธีการ และการให้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้การเลือกนั้นก็จะขึ้นอยู่กับลักษณะของงาน รวมไปถึง characteristic ของระบบงานด้วย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อ Transform ขึ้นไปบน Cloud แล้วระบบจะอยู่แบบนั้นตลอดไปโดยไม่เปลี่ยนแปลง เราสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต อีกทั้งการปรับเปลี่ยนนี้ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เวลาที่เหมาะสม ซึ่งในแต่ละองค์กรนั้นมีสภาพแวดล้อมไม่เหมือนกัน ทั้งในส่วนของระบบ IT รวมไปถึง Business Objective แต่เราก็ยังพอที่จะศึกษาจาก case study เพื่อเป็นแนวทาง ได้ว่าในลักษณะขององค์กรที่มีลักษณะธุรกิจคล้ายๆ กับเราเขาทำอย่างไรกันบ้าง

Migration Strategy แต่ละแบบ

สำหรับ Migration Strategy แต่ละแบบนั้น ไม่จำเป็นว่าทุกองค์กรจะต้องเริ่มจาก Rehost ทั้งหมด อย่างที่ได้กล่าวในข้างต้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความพร้อมขององค์กร รวมไปถึงสภาพแวดล้อม และปัจจัยต่างๆ ดังนั้น การเลือก Strategy แต่ละแบบจะขึ้นอยู่กับความเหมาะสม

ในแต่ละ strategy จะเริ่มต้นจาก basic ที่มีส่วนของ transformation effort ไม่เยอะ ไปจนถึง strategy ที่ต้องใช้ transformation effort มาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอยู่ที่ผลลัพธ์ และแผนงานขององค์กรสำหรับ application นั้นๆ ที่องค์กรมี หรือ นวัตกรรมที่องค์กรต้องการที่จะเห็นในอนาคต การใส่นวัตกรรมใหม่ๆ เข้าไปใน application เพื่อให้มีความ modernize มากขึ้น มีความง่ายในการปรับเปลี่ยน หรือ เพิ่มความสามารถใหม่ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ที่ว่า application หรือ ระบบงานของเรามีความใกล้เคียงกับ cloud-native มากน้อยแค่ไหน

การที่ application หรือ ระบบงานของเราเป็น cloud-native นั่นหมายความว่าจะสามารถ gain benefit หรือ take advantage จากการใช้งาน cloud ได้เต็มที่ ซึ่งมีข้อดีมากมาย ทั้งในเรื่องของ cost saving/cost control, faster development of feature, global scalability, ความง่ายในการปรับแต่ง application ให้มีความสามารถที่สูงขึ้นตาม technology ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ทุกวัน, การสร้างนวัตกรรมสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการ optimize ในส่วนของ operation cost และอีกมากมาย

ดังนั้น ในการที่แต่ละองค์กรมีความคิดว่าจะย้ายระบบงานของตนขึ้นไปบน cloud จะต้องวางกลยุทธ์ให้ดีเสียก่อน การวางแผนเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนา application หรือ ระบบงาน ว่าต้องการให้ archive goal อะไร ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่ใช่ cost saving การใช้ cloud ไม่ใช่แค่เรื่อง cost control เพียงอย่างเดียว แต่ cloud เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้องค์กรของทุกๆ ท่านพัฒนาไปสู่ global scale และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันได้อย่างไร้ขีดจำกัด

แต่เนื่องจาก แต่ละองค์กร ในปัจจุบัน ระบบคอมพิวเตอร์ IT infrastructure มีทั้งแบบที่เป็น pure on-premise และแบบที่มีการใช้ cloud กับ on-premise คละกันอยู่ 5R’s จะเป็นกลยุทธ์ในการทำให้ cloud migration หรือ การ transform to cloud ของแต่ละองค์กร เป็นไปอย่างราบรื่น เราควรจะเลือกแนวทางไหน ลองมาดูกัน แต่ละวิธีมีทั้งข้อดี และข้อด้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ environment ของแต่ละองค์กรว่าเป็นอย่างไร มีความพร้อมแค่ไหน

ในส่วนของ 5R’s จะมีแนวทางอยู่ 5 แบบ สามารถมองเป็น road map ได้ แต่ละ stage จะมีคุณลักษณะของตัวเองอยู่ ซึ่งแนวทางไหนจะเหมาะกับองค์กรของแต่ละท่าน เรามาดูกันครับ โดยผมจะเริ่มจากวิธีการที่ต้องใช้ effort น้อย ไล่ไปหาวิธีการที่ใช้ effort มาก

สิ่งที่ต้องไม่ลืม คือ “ทุกองค์กรอยากไปให้ถึง cloud-native” การที่จะไปถึง Goal เร็วเท่าไร หรือ ใกล้เคียงได้แค่ไหน ขึ้นอยู่กับความพร้อม และ strategic plan ของแต่ละองค์กร

Rehost — Lift and Shift

Migration Strategic แบบแรก คือ Rehost หรือ Lift and Shift ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นรูปแบบที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย และเป็นรูปแบบที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อนมากนัก โดยจะเป็นการย้าย application ที่อยู่ใน on-premise data center ขึ้นไปใช้งานบน cloud ในลักษณะของการใช้ Infrastructure as a Service (IaaS) ซึ่งทั้งต้นทาง และปลายทางจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของ coding ที่เปลี่ยนไปคือ การใช้ resource บน cloud เท่านั้น อาทิเช่น storage, compute (virtual machine), network resource เป็นต้น

Benefit ที่ได้จากการทำ Rehost คือ การลดภาระในด้านการบริหารจัดการ Resource ที่อยู่บน on-premise data center รวมไปถึงเรื่องค่าใช้จ่าย (CapEx) ทำให้ในภาพรวมสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆ ได้ดีขึ้น ตัวอย่างของรายจ่ายที่ต้องใช้ไปกับการ maintain on-premise data center เช่น ระบบไฟฟ้า (UPS, power-generator), air condition, พื้นที่ และการควบคุมความชื้น เป็นต้น

Rehost จะเหมาะสำหรับองค์กรซึ่งยังไม่พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตัว application เพื่อให้ใช้ cloud service ได้อย่างเต็มที่ หรือ เป็น critical application ที่ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนอะไรได้ ณ ขณะนั้น องค์กรส่วนใหญ่เลือกที่จะ ย้าย workload ขึ้นไปใช้งาน cloud ในลักษณะ Infrastructure as a Service ก่อน เพื่อรอเวลาที่เหมาะสมในการปรับปรุง application หรือ ระบบงาน ให้สามารถใช้งานได้ใกล้เคียงกับ cloud-native ในขั้นตอนถัดไป

Refactor

สำหรับเทคนิคการทำ Refactor เป็นรูปแบบที่มีการปรับปรุงตัว application ให้มีการใช้งาน cloud service หรือ ปรับเปลี่ยน application ให้สามารถใช้งาน cloud service ในลักษณะของ Platform as a Service ซึ่ง Refactor นี้เป็นการเริ่มปรับตัวเองเข้าสู่ cloud-native โดยการใช้ PaaS ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยน Database ที่เป็น Database management system Software ที่ติดตั้งอยู่ใน virtual machine บน Infrastructure as a Service มาใช้เป็น SQL Database ซึ่งเป็น Platform ที่มีให้บริการบน cloud ในลักษณะของ cloud service

จากตัวอย่างการใช้ SQL Database ที่เป็น PaaS นั้นองค์กรจะได้ประโยชน์ คือ องค์กรไม่ต้องดูแลในส่วนของ SQL Database ทั้งในส่วนของการ patch หรือ upgrade software การจัดการด้าน OS ในส่วนต่างๆ เหล่านี้ cloud service provider จะเป็นคนจัดการให้ทั้งหมด

ส่วนที่กล่าวมานี้เป็น benefit อย่างหนึ่งของ cloud-native ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการ รวมไปถึงการสร้าง และพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ทำได้อย่างรวดเร็ว มีความ simple สามารถลดความซับซ้อนได้เป็นอย่างดี

ในส่วนของกลุ่มผู้ใช้ที่เป็นนักพัฒนา (developer / programmer) ได้รับประโยชน์จากแนวทางนี้ค่อนข้างมาก เนื่องจากการใช้ PaaS นั้นทำให้ กลุ่ม programmer ไม่ต้องเตรียม infrastructure เอง สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องมีภาระในการดูแลระบบงานที่เกี่ยวกับ Infrastructure เรียกได้ว่าจะทำให้การทำงานเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็ว เมื่อเทียบกับระบบ Traditional หรือ on-premise มาก

Rearchitect

แนวทางนี้จะเข้าใกล้ cloud-native เข้าไปอีกขั้น การ re-architect จะเน้นในเรื่องของการจัดโครงสร้าง การปรับเปลี่ยน monolithic application ซึ่งเป็นรูปแบบของ application ที่รวมเอาทุกๆ service ไว้ในตัวเอง ซึ่งเวลาที่มีการปรับเปลี่ยนแม้จะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ แต่ก็ต้อง rebuilt และ deploy ระบบงานทั้งหมด เรียกว่าเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง อีกทั้งในส่วนของ performance และการ scaling นั้นจะต้องทำการ upgrade ทั้งหมด ไม่สามารถจัดการเป็น module หรือ ทำเฉพาะส่วนที่จำเป็นได้

แนวทางของ Re-Architect คือ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ application หรือ ระบบงานให้อยู่ในรูปแบบของ microservice model เพื่อตอบนองความต้องการด้านความยืดหยุ่น โดยทำให้เป็น modern DevOps ผลลัพธ์ในเชิงบวกของ Micro Services Model คือ เรื่องของ business agility โดยระบบนี้จะสามารถช่วยเหล่านักพัฒนาได้มากขึ้น ทั้งในเรื่องของ agile development,ความยืดหยุ่นในการพัฒนาระบบ, ความรวดเร็วในการพัฒนา application, การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ โดยการใช้ cloud service เพื่อช่วยสนับสนุนงานในหลายๆ ด้าน, global scalability และอื่นๆ อีกมากมาย
Re-Architect จะนำเอา resource ต่างๆ ที่มีให้บริการบน Cloud มาใช้ในการยกระดับการให้บริการ การ take advantage ที่ใกล้เคียงกับการใช้ cloud-native มากที่สุด อาทิเช่น การใช้ประโยชน์จาก Platform as a Service (PaaS), micro services, serverless, containerization, และ Modern DevOps practices

Rebuild

ในส่วนของ cloud migration strategy ที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น เป็นการพัฒนาจากระบบเดิมที่ใช้งานอยู่ โดยแต่ละรูปแบบจะมีความซับซ้อน และต้อง push effort ไม่เท่ากัน แต่มีวัตถุประสงค์เหมือนกัน คือ พยายาม take advantage จาก cloud service ให้มากที่สุด

มาถึงการ Rebuild ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นรูปแบบที่ได้ประโยชน์มากที่สุดรูปแบบนึงในการใช้งาน cloud องค์กรสามารถวางแผน เพื่อพัฒนา application ใหม่ทั้งหมด เพื่อการใช้ cloud resource ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นการ rebuild ดังนั้น ความซับซ้อนในการแก้ไขของเดิมที่มีอยู่จึงไม่ใช่ข้อจำกัด หากแต่อยู่ที่ Goal ที่องค์กรตั้งไว้ ว่าต้องการ archive ในระดับไหน ซึ่งก็สามารถ rebuild as a cloud-native application ได้ โดยทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความคาดหวังของแต่ละองค์กร

ในการใช้ rebuild strategy จะมีการเปลี่ยนแปลง fundamental มากที่สุด แต่ได้ประโยชน์สูงสุดใน 5R’s ลักษณะจะคล้ายๆ กับ rearchitect ในการเริ่มต้นแบบ starting fresh ในบางครั้งจะได้ข้อดีมากกว่า ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เนื่องจาก สามารถปรับแต่ง application ของคุณให้ใช้งานได้เหมาะสมกับ cloud services

เมื่อทำการ rebuild ตัว application ที่ถูกเขียนให้อยู่ในรูปแบบของ cloud-native application แน่นอนว่าในด้าน innovation หรือ นวัตกรรมที่จะออกมาสู่ตลาดนั้น องค์กรของคุณจะได้เปรียบคู่แข่ง ถ้า application เป็นแบบ cloud-native อีกทั้งระยะเวลาที่ใช้ในการพัฒนาจะใช้สั้นกว่าแบบ traditional หรือ monolithic แน่นอน

Replace

ในบางกรณีเราอาจ replace ระบบงานเดิมด้วย Software as a Service (SaaS) ด้วยเหตุผลที่ว่ามี SaaS application ที่มีความเหมาะสม สามารถตอบโจทย์เรื่องของ feature/functionality และในด้านอื่นๆ เช่น ด้านความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และที่สำคัญที่สุดคือเรื่อง compliance

เมื่อเปรียบเทียบดูในส่วนของ architecture ในบางครั้งการลงทุนสร้าง application เองนั้น ในบางกรณีอาจไม่คุ้มค่า องค์กรส่วนใหญ่จึงมีการใช้ SaaS application ในบางส่วน เนื่องจากเป็นทางเลือกที่ดูจะคุ้มค่า สำหรับบางส่วนงาน ตัวอย่างเช่น ถ้า application ที่เราพัฒนาขึ้นจะต้องมีการ certify เพื่อให้ผ่าน compliance และจะต้องมีเรื่องของ audit เข้ามาเกี่ยวข้อง การใช้ SaaS อาทิเช่น Cloud Storage ที่มีอยู่บน Office 365 ซึ่ง certify ตามมาตรฐานอยู่แล้ว อาจจะมีความเหมาะสมมากกว่า ซึ่งแนวทางนี้ก็พบกันได้ทั่วไป

บทส่งท้าย

จะเห็นว่าในแต่ละ strategy นั้นมีคุณลักษณะ มีรูปแบบ ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน ทุกๆ องค์กรสามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมเพื่อใช้เป็นแนวทาง ทั้งนี้อยู่ที่ความพร้อม ทุกๆอย่างจำเป็นต้องมีการวางแผนเพื่อประเมินสถานการณ์ การสำรวจศักยภาพของตัวเอง ว่าสามารถทำได้ในระดับไหน ณ ขณะนั้น ซึ่งเรื่องของcloud transformation ไม่สามารถทำให้เสร็จได้ในเฟสเดียว และไม่จำเป็นต้องทำให้จบทุกอย่างในคราวเดียว ดังนั้น ทุกอย่างอยู่ที่การวางแผน การวาง road map การประเมินสถานการณ์ และปัจจัยต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวเรา แต่ละส่วนงาน แต่ละ application จะมีข้อจำกัดในตัวเองเสมอ อยู่ที่ว่าเราจะ setup goal ไว้อย่างไร ทำอย่างไรให้ระบบมีความใกล้เคียงกับ cloud-native ให้มากที่สุด แต่ก็ไม่จำเป็นที่ทุกองค์กรจะต้องพัฒนาระบบงานให้เป็นแบบ cloud-native ทั้งหมด ทุกอย่างอยู่ที่ความเหมาะสมเชิงธุรกิจ ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ และ business objective โดยจะทำอย่างไรให้สามารถแข่งขันได้ดีขึ้นในสภาพตลาดปัจจุบัน และปรับตัวเพื่อให้เกิดความได้เปรียบทางธุรกิจในอนาคตได้

ขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่ติดตาม หากมีข้อผิดพลาดประการใดทางทีมงานขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วยครับ ขอบคุณครับ

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

การลงทุนในตัวเลือกไบนารี
Leave a Reply

;-) :| :x :twisted: :smile: :shock: :sad: :roll: :razz: :oops: :o :mrgreen: :lol: :idea: :grin: :evil: :cry: :cool: :arrow: :???: :?: :!: