การเทรดด้วยรูปแบบแท่งเทียน doji patterns

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

Contents

การเทรดด้วยรูปแบบแท่งเทียน Doji Patterns

แท่งเทียน Doji คือ หนึ่งในรูปแบบแท่งเทียนที่นิยมใช้มากที่สุด, เป็นการให้ข้อมูลทั้งตัวเอง และประกอบกับตัวเลขของรูปแบบที่สำคัญ ในบทความนี้จะแยกแยะรูปแบบ doji candlestick ที่มีพลังที่สุดสำหรับการเทรด forex

Doji คือ อะไร

การก่อตัวเป็น Doji เมื่อราคาเปิดและปิดของคู่เงิน forex มีค่าเท่ากัน ความยาวของไส้เทียนด้านบน และด้านล่างจะแตกต่างกันไป, โดยแท่งเทียนจะมีลักษณะคล้ายกากบาท, กางเขนกลับหัว หรือ เครื่องหมายบวก doji ตัวเดียว จะเป็นรูปแบบที่เป็นกลาง การคาดว่าจะเป็น bullish หรือ bearish นั้นขึ้นอยู่กับ price action และ การยืนยันในอนาคต คำว่า “doji” มาจากรูปแบบทั้งเดี่ยวและคู่

เป็นการดี, แต่ไม่ได้จำเป็น, การที่ราคาเปิดและราคาปิดควรจะเท่ากัน ขณะที่ doji ที่เกิดจากราคาเปิด และราคาปิดเท่ากันจะพิจารณาว่าแข็งแกร่ง, สำคัญกว่าที่จะมองจากแท่งเทียน Doji สื่อถึงความรู้สึกไม่แน่ใจ หรือเป็นเกมชักเย่อระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ราคาขยับขึ้นและลงต่ำกว่าระดับเปิดในช่วงเซสชั่น แต่ปิดที่ใกล้ระดับเปิด ผลที่ได้คือความขัดแย้ง ไม่ว่าจะ bulls ตลาดกระทิง หรือ bear ตลาดหมี ก็สามารถควบคุม และเป็นจุดเปลี่ยนที่สามารถพัฒนาไปได้

คู่เงินที่แตกต่างจะมีขอบเขตที่แตกต่างกันในการกำหนดความแข็งแกร่งของ doji ซึ่งการกำหนดความแข็งแกร่งของ doji จะขึ้นอยู่กับราคา, ความผันผวน ณ ปัจจุบัน, และแท่งเทียนก่อนหน้า ความสัมพันธ์กับแท่งเทียนก่อนหน้านั้น, doji ควรมีลักษณะเนื้อเทียนที่เล็กมากเหมือนเส้นผอมๆ Steven Nison ได้บันทึกไว้ว่า doji ก่อตัวอยู่ท่ามกลางแท่งเทียนอื่นๆ ที่มีเนื้อเทียนเล็กๆ จะไม่ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ อย่างไรก็ตาม, doji ที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางแท่งเทียนที่มีเนื้อเทียนยาวจริงจะถือว่ามีความสำคัญ

อ่านต่อเพื่อข้อมูลเพิ่มเติมว่า doji คือ อะไร หรือเล่นใน บัญชีทดลอง forex ที่ปราศจากความเสี่ยง และระบุการทำงานของรูปแบบ doji pattern ในเวลาจริง

Doji และ Trend

ความเกี่ยวข้องของ Doji ขึ้นอยู่กับแนวโน้มก่อนหน้าหรือเชิงเทียนก่อนหน้า หลังจากการเคลื่อนต่อไปข้างหน้า, หรือแท่งเทียนยาวสีขาว, สัญญา doji ที่กดดันแรงซื้อจะเริ่มอ่อนแรง หลังจากลดระดับลง, หรือแท่งเทียนดำยาว, สัญญาณ doji ที่กดดันแรงขายจะเริ่มลดทอนลง การชี้วัด Doji นั้นขึ้นอยู่กับกำลังของอุปสงค์และอุปทานที่สามารถจับคู่กันและเปลี่ยนแปลงแนวโน้มที่อาจใกล้เข้ามา Doji ตัวเดี่ยวๆ ไม่เพียงพอที่จะเป็นการกลับตัว และยืนยันได้

หลังจากเคลื่อนที่ไปข้างหน้า หรือแท่งเทียนยาวสีขาว, สัญญาณ doji ที่กดดันการซื้ออาจจะลดทอนลง และแนวโน้มขาขึ้นใกล้จะสิ้นสุด ในขณะที่หลักทรัพย์สามารถลดลงได้อย่างง่ายดายจากการขาดผู้ซื้อ, การกดดันแรงซื้ออย่างต่อเนื่องทำให้รักษาไว้ที่แนวโน้มขาขึ้น ดังนั้น, doji อาจมีความสำคัญมากกว่าหลังจากแนวโน้มขาขึ้น หรือแท่งเทียนยาวสีขาว เมื่อหลังจากการก่อตัว doji, นอกจากนี้การลดลงจำเป็นสำหรับการยืนยัน bearish ซึ่งอาจเป็นช่องว่างขาลง, แท่งเทียนสีดำยาว, หรือลดลงต่ำกว่าราคาเปิดของแท่งเทียนยาวสีขาว หลังจากแท่งเทียนขาวสีขาว และ doji, นักเทรดควรจะเตรียมพร้อมสำหรับการเกิด evening doji star ที่อาจเกิดขึ้นได้

หลังจากการลดลง หรือแท่งเทียนสีดำยาว, การชี้บ่งของ doji คือ การกดดันแรงขายที่อาจจะลดลง และแนวโน้มขาลงใกล้จะสิ้นสุด ถึงแม้ตลาดหมีจะเริ่มขาดการควบคุมในการลดลง, นอกจากนี้ความแข็งแกร่งต้องยืนยันด้วยการกลับตัว การยืนยัน Bullish สามารถมาจากการเปิดช่องว่างขึ้น, แท่งเทียนยาวสีขาว หรือราคาเปิดของแท่งเทียนสีดำยาวก่อนหน้านั้นเหนือกว่า หลังจากแท่งเทียนสีดำยาว และ doji, นักเทรดควรจะเตรียมตัวสำหรับ morning doji star ที่อาจเกิดขึ้นได้

Doji ที่มีขายาว (Long-Legged Doji)

Long-legged doji มีไส้เทียนด้านบน และด้านล่างที่ยาวเกือบเท่ากัน doji เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่ใจจำนวนมากในตลาด Long-legged doji บ่งชี้ว่าราคาเทรดสูงกว่าและต่ำกว่าระดับการเปิดของเซสชั่น, แต่ปิดระดับเดียวกับราคาเปิดเลย หลังจากเสียงโห่ร้องและกรีดร้องมากมายผลลัพธ์สุดท้ายแสดงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากการเปิดครั้งแรก

Dragonfly Doji

Dragonfly doji ก่อตัวเมื่อราคาเปิด, สูง และปิดเท่ากัน และเกิดไส้เทียนยาวด้านล่าง ผลของแท่งเทียนเหมือนกับ “T” เมื่อขาดไส้เทียนด้านบน Dragonfly doji ระบุว่าผู้ขายครองอำนาจการซื้อขายและผลักดันราคาให้ต่ำลงในช่วงการซื้อขาย สุดท้ายของช่วงเวลานั้น, ผู้ซื้อพลิก และผลักดันราคากลับสู่ระดับเปิดและช่วงสูงสุด

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

การกลับตัวของ Dragonfly doji ขึ้นอยู่กับ price action ที่ผ่านมา และการยืนยันในอนาคต ไส้เทียนด้านล่างที่ยาวเป็นหลักฐานของแรงกดดันการซื้อ, แต่ราคาที่ต่ำบ่งชี้ว่าผู้ขายจำนวนมากกำลังจะมาถึง หลังจากแนวโน้มขาลง, แท่งเทียนยาวสีดำ, หรือที่เส้นแนวรับ, Dragonfly doji สามารถให้สัญญาณที่เป็นไปได้ที่จะเกิด bullish reversal หรือจุดต่ำสุด หลังจากแนวโน้มขาลง, แท่งเทียนยาวสีขาว หรือที่แนวต้าน, ไส้เทียนยาวด้านล่างสามารถแสดงให้เห็นว่าเป็นไปได้ที่จะเกิด bearish reversal หรือจุดสูงสุด การยืนยัน Bearish หรือ Bullish ต้องการทั้งสองสถานการณ์

Gravestone Doji

Gravestone doji ก่อตัวเมื่อราคาเปิด, ต่ำ และปิดที่เท่ากับ และจุดสูงสุดเกิดไส้เทียนยาวด้านบน รูปแบบแท่งเทียนคล้ายกับ “T” กลับหัว เกิดจากการขาดไส้เทียนด้านล่าง Gravestone doji บ่งชี้ว่าผู้ซื้อครองการซื้อขายและผลักดันให้ราคาสูงขึ้นในระหว่างช่วงเวลนั้น อย่างไรก็ตาม, เมื่อสิ้นสุดช่วงเวลานั้น, ผู้ขายกลับมาเพิ่มและผลักดันราคากลับไปที่ระดับเปิดและต่ำสุดในช่วงเวลานั้น

เหมือนกับ dragonfly doji candlesticks และแท่งเทียนอื่นๆ, การกลับตัวของ gravestone doji ขึ้นอยู่กับ price action ก่อนหน้า และการยืนยันในอนาคต ถึงแม้ว่าไส้เทียนด้านบนที่ยาวจะบ่งชี้ว่าเกิดความล้มเหลว, แต่ระดับสูงสุดในระหว่างวันแสดงให้เห็นว่ามีการแรงกดดันการซื้อ หลังจากแนวโน้มขาลง, แท่งเทียนยาวสีดำ, หรือที่แนวรับ, เน้นกลับไปที่หลักฐานของแรงกดดันการซื้อ และความเป็นไปได้ที่จะเกิด bullish reversal หลังจากแนวโน้มขาขึ้น, แท่งเทียนยาวสีขาว หรือที่แนวต้าน, เกิดความลัมเหลว และเป็นไปได้ที่จะเกิด bearish reversal การยืนยัน Bearish หรือ Bullish จำเป็นสำหรับทั้งสองสถานการณ์

สุดท้ายเกี่ยวกับรูปแบบ Doji Patterns

ตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น, การก่อตัวของ Doji สามารถสร้างได้สองวิธีที่แตกต่างกัน แต่การตีความของ Doji ยังคงเหมือนเดิม: รูปแบบ Doji pattern เป็นสัญลักษณ์ของความไม่แน่ใจ, ไม่ว่าจะเป็นตลาดกระทิง หรือ ตลาดหมี ก็สามารถจะครอบครองพื้นที่ได้

มีหลายวิธีในการเทรดรูปแบบ Doji candlestick patterns ที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม, นักเทรดควรมองหาสัญญาณที่เสริมกับแท่งเทียน Doji ที่แนะนำเพื่อเข้าการเทรดที่มีความน่าจะเป็นที่สูงขึ้น, สามารถใช้เป็น oscillators เช่น Stochastic, MACD หรือ RSI ที่ควรจะแสดง bullish divergence และ oversold ด้วยรูปแบบ Doji pattern ที่แสดงด้านล่าง หรือ bearish divergence และ overbought ด้วยรูปแบบ Doji pattern ที่แสดงด้านบน นอกจากนี้, มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะใช้การจัดการความเสี่ยงที่ดีเมื่อทำการเทรดด้วย Doji เพื่อลดความสูญเสียถ้าการเทรดไม่ได้ผล

ทำความเข้าใจรูปแบบ doji candlestick patterns คือสิ่งสำคัญ, แต่ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือ, MetaTrader 5 AM Broker ให้คุณใช้เครื่องมือกราฟ และผู้สอนของเราสามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้องสำหรับคุณ เริ่มเล่นในบัญชีทดลอง forex และสังเกตวิธีที่รูปแบบแท่งเทียนสามารถทำเงินให้คุณได้อย่างจริงจัง

คุณสามารถทดสอบสัญญาณการเทรดของรูปแบบ doji candlestick patterns โดยการเขียน EA Forex ใน Robo-Advisor 007 (ทดลองใช้ฟรี 14 วัน)

คุณต้องยึดตามระบบเทรดของคุณ !

ถ้าคุณได้ทำการ Back Test แล้วก็ควรจะดำเนินการเทรดเดโม ซักสองเดือน คุณก็คงจะมั่นใจมากขึ้น ถ้าคุณทำตามกฏ และจะกำไรในท้ายที่สุด เชื่อระบบของคุณ และ เชื่อมั่นในตัวคน !
ถ้าคุณอยากจะเห็นตัวอย่างซักตัวอย่างของระบบที่ซับซ้อนขึ้น ลองดูที่ HLHB system หรือที่ Pip Surfer ชื่อ Cowabunga system

สรุปการสร้างระบบเทรดของคุณ

มีระบบหลายระบบที่ใช้งานได้ดี แต่ว่า หลายคนนั้นขาดวินัยที่จะทำตามกฏ และก็จบด้วยการขาดทุน
ระบบเทรดของคุณควรจะตอบคำถามสองคำถาม :

1. สามารถบอกการเกิดเทรนด์ได้เร็ว
2. สามารถหาทางในการหลีกเลี่ยงสัญญาณหลอกได้
ถ้ามันทำกำไรได้ คุณก็ลองเทรดกับบัญชี เดโมซักอย่างน้อยสองเดือนซึ่งจะช่วยคุณเข้าใจว่ามันทำยังไงมากขึ้นเมื่อตลาดเคลื่อนไหวจริง ๆ มันต่างจากการทำ Back test มาก
เมื่อคุณเทรดเดโมแล้วสองเดือน ถ้าคุณทำกำไรได้ คุณก็พร้อมที่จะเทรดกับระบบกับเงินจริง ๆอย่างไรก็ตามจำไว้เสมอว่า ต้องทำตามกฏไม่ว่ายังไง !

มีขั้นตอน 6 ขั้นในการพัฒนาระบบเทรด :
1. หา Time Frame ที่เหมาะกับคุณ
2. หา Indicator ที่จะช่วยหาการเกิดเทรนด์
3. หาเครื่องมือที่จะช่วยหลีกเลี่ยงสัญญาณหลอกและยืนยันสัญญาณการเข้าเทรด
4. กำหนดความเสี่ยง
5. กำหนดจุดเข้าออก
6. เขียนกฏการเทรดและทำตามกฏนั้น !
การทดสอบระบบมีสามส่วน :

1. ย้อนไปในกราฟของคุณ แล้วก็ย้ายกราฟแท่งเทียนทีละแท่ง เทรดตามระบบเทรดและกฏ บันทึกผลการเทรดว่ามันได้กำไร ซึ่งเรียกว่า การ Backrest
2. ถ้ามันกำไร คุณเทรดระบบของคุณในบัญชีเดโม อย่างน้อยสองเดือน ซึ่งจะช่วยคุณเพิ่มความเข้าใจว่าระบบเทรดของคุณมากขึ้นในช่วงที่ตลาดเคลื่อน ไหว ซึ่งแตกต่างจากการท่าการ Back Test มากนัก
3. เมื่อคุณเทรดเดโมเรียบร้อยแล้ว และได้กำไร คุณก็พร้อมส่าหรับเทรดระบบของคุณกับเงินจริง ๆ อย่างไรก็ตามคุณควรจะจำไว้คือ คุณต้องทำตามกฏ !

โอเค ตอนนี้มาเรื่องสำคัญกัน ซึ่งฝ่ายกฎหมายของเราแนะนำให้ทำไว้ : ผลของการเทรดนั้นเป็นไปได้หลายรูปแบบ ซึ่งได้อธิบายไว้แล้ว เราไม่ได้แสดงให้เห็นว่าวิธีการที่เรา เทรดนั้นได้กำไรหรือขาดทุนจริงๆ แล้วผลการเทรดออกมาได้แตกต่างกันมากมายจากการเทรดแบบสมมติที่ใช้ในตัวอย่าง และการเทรดจริงที่ได้กำไรหรือขาดทุนตามที่แสดงไว้ตามโปรแกรมเทรด ข้อจำกัดของการเทรดที่สมมติข้างต้นในนี้คือ มันได้เตรียมไว้ว่าจะต้องได้กำไรแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น การเทรดสมมติข้างต้นดังกล่าว นั้นไม่ได้มีความเสี่ยงทางการเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง และไม่มีผลการเทรดที่แน่นอนยืนยันที่มีความเสี่ยงทางการเงินมาเกี่ยวข้องแต่ อย่างใด ตัวอย่าง ความสามารถในการผ่านภาวะขาดุทนในบทความนี้จะใช้สื่อเพื่อว่ามันเกิดขึ้นได้ ในการเทรดเงินจริง มีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวกับตลาด หรือเกี่ยวกับโปรแกรมที่ใช้ในการเทรด ซึ่งไม่สามารถเอามาอ้างถึงได้ในการยกตัวอย่างในบทความ ซึ่งสามารถกระทบต่อการเทรดบัญชีจริงได้

สมุดเล็คเชอร์ Divergence

มาทบทวนทั้งหมดที่เราเรียนไปกันหน่อย !
มี Divergence อยู่สองประเภท:

1. Divergence รูปแบบปกติ ( regular divergence )
2. Divergence รูปแบบแฝง ( Hidden divergence )

ประเภท รูปแบบเทรนด์ รูปแบบราคา Oscillator ค่าอธิบาย
แบบปกติ Bullish Lower Low Higher Low เส้นที่ขีดใต้ตัวอินดิเคเตอร์ของเรามีความแข็งแกร่ง ภาวะหมีก่าลังอ่อนตัวลง เกิดแนวโน้มว่าจะเกิดจุดกลับตัวจากขาลงเป็นขาขึ้น
Bearish Higher High Lower High เส้นที่ขีดใน อินดิเคเตอร์ของเรามีความอ่อนแอภาวะตลาดกระทิงก่าลังอ่อนตัวลง มีสัณญาณเตือนว่าอาจจะเกิดจุดกลับตัวเป็นขาลง
แบบแฝง Bullish Higher Low Lower Low เส้น ที่ขีดใน อินดิเคเตอร์มีความแข็งแกร่ง เหมาะส่าหรับการเข้า order หรือส่ง order เพิ่มอีกครั้งหนึ่ง จะเกิดระหว่างเทรนด์ขาขึ้น ให้สังเกตุดูราคามาทดสอบแนวรับที่จุด Low และเกิดการกลับเทรนด์เสียก่อน
Bearish Lower High Higher High เส้น ที่ขีดในอินดิเคเตอร์ มีการอ่อนตัวของเทรนด์ ซึ่งจะพบระหว่างเทรนด์ขาลง ควรที่จะดูราคาให้กลับจากการชนแนวต้าน หรือการเกิด High ก่อน และมีการ Sell ตามมา

ฮู้วววว มีอะไรต้องจ่าเยอะแยะไปหมดเลย ใช่ไหม? เรามีตัวเลือกให้คุณสองตัวเลือก
1. บันทึกทั้งหมดนี่ลงใน ปาล์ม(PDA) ของคุณเมื่อคุณเทรด ถ้าคุณเป็นประเภทที่เหงือออกมือเต็มไปหมด เราไม่แนะน่าวิธีนี้
2. แค่ทำคั่นหน้านี้ไว้ และแค่เปิดมาดูเมื่อเกิด รูปแบบกราฟดังต่อไปนี้ higher lows, lower highs, lower lows, and higher highs คุณไม่อยากจะเดาในการเทรดของคุณใช่มั๊ย? เมื่อโอกาสมาถึง

สรุป : Divergences

กรุณาจำไว้ว่า เราใช้ Divergence เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่สัณญาณในการเข้าเทรด !
การเทรดโดยใช้ Divergence จะไม่เหมาะ หรือเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อสัณญาณ Divergence นั้นก่อให้กิดสัณญาณหลอกมากมาย มันไม่ได้เป็นเครื่องมือที่ยืนยันให้คุณได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ว่า เมื่อคุณใช้มันตามเงื่อนไขที่เรากำหนดไว้ก่อนหน้านี้ รวมกับเครื่องมือยืนยันสัณญาณอื่น ๆ การเทรดของคุณก็มีโอกาสสูงที่คุณจทำกำไรได้และมีความเสี่ยงต่ำ

มีวิธีสองวิธี ในการใช้ Divergence อย่างไรให้ได้เปรียบหรือเกิดประโยชน์มากที่สุด

วิธีแรกคือ ให้มองหาเทรนด์ หรือใช้รูปแบบของกราฟแท่งเทียนในการยืนยันทั้งจุดกลับตัวหรือจุดที่คิดว่าเทรนด์จะไปต่อในการส่ง order
ส่วน อีกวิธีคือ การใช้ โมเมนตั้ม โดยการดูจุดที่มันตัดกันของ Oscillator หรือรอให้ เครื่องมือของเราหลุดออกจากโซน Overbought Oversold เสียก่อน หรือใช้การวาดเส้นเทรนด์ไลน์ในตัวเครื่องมือ Oscillator ด้วยก็ได้
ด้วยเทคนิคเหล่านี้ คุณสามารถป้องกันตัวคุณเองจากสัณญาณหลอก และสามารถกรองหาจุดที่คิดว่าสามารถทำกำไรได้

ถ้าเราเทรดตรงข้ามกับ อินดิเคเตอร์ของเรามันอันตรายมาก
ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าเราควรจะเทรดในทิศทางไหน ก็อย่าพึ่งเทรดให้นั่งสังเกตุการณ์ไปก่อน
จ่าไว้ว่า การไม่เทรด ก็เป็นการตัดสินใจในการเทรดแบบหนึ่ง และพยายามรักษากำไรไว้แทนที่จะไปนั่งเสียในสิ่งที่เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไร ขึ้น
Divergences จะไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่ว่าเมื่อมันเกิดขึ้นคุณควรจะต้องให้ความสนใจมันมากหน่อย เพราะมันทำผลตอบแทนได้มหาศาล
Divergences แบบปกติช่วยคุณสามารถสะสมกำไรก้อนใหญ่ๆ เพราะว่า มันท่าให้คุณเข้าได้ถูกทิศทางและเข้าตอนที่เทรนด์กำลังก่อตัว
Divergences แบบแฝง จะบอกคุณว่าเทรนด์กำลังจะไปต่อท่าให้คุณสามารถขี่เทรนด์และทำกำไรได้มากกว่าที่คุณคาดคิด
เทคนิคต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการฝึกสายตาของคุณให้หาจุด Divergence เมื่อมันเกิดขึ้นได้ง่ายและใช้ Divergence ในการเทรดได้ถูกต้อง
ถ้าเพียงเพราะว่าคุณเห็นและคิดว่ามันเป็น Divergence มันไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องรีบกระโดดเข้าเทรดให้เลือกจุดที่คุณคิดว่าดีที่สุดเท่านั้นและคุณจะเทรดได้ดี

1 2 3 4 5

กฏ 9 ข้อในการใช้ Divergence

ก่อนที่เราจะเริ่มไปศึกษาด้วยตัวคุณเองเรามาลองดูกฎของมันทั้ง 9 ข้อ ก่อนที่จะไปเทรดด้วย Divergence กัน ให้คุณเรียนรู้กฏ จดจำกฏ (หรือย้อนกลับมาอ่านตรงนี้บ่อยๆก็ได้) และประยุกต์ใช้ในการเทรดของคุณให้ดีขึ้นหรือไม่ก็ช่างมัน ข้ามไปแล้วก็เตรียมล้างพอร์ท

1. ดูให้ดีซะก่อนว่าแว่นคุณใสสะอาดดีรึเปล่า ในการเกิด Divergence นั้น ราคามักจะมีรูปแบบดังต่อไปนี้ :

– Higher high สูงกว่าราคา high ก่อนหน้า
– Lower low ต่ำกว่า ราคา low ก่อนห้า
– Double top
– Double bottom

อย่าพึ่งไปดูตัวอินดิเคเตอร์ ถ้าเกิดว่าไม่มีการเกิดรูปแบบนี้ขึ้นมา ถ้าคุณไม่ได้ทำตาม คุณก็ไม่ได้เป็นนักเทรด Divergence หรอก คุณเป็นแค่นักเทรดที่ใช้จินตนาการคิดไปเอง และให้รีบไปเข้าร้านตัดแว่น หาแว่นใหม่ซักอันดีกว่า

2. วาดเส้นเทรนด์ไลน์ ที่ราคา สูงสุด และราคาต่ำสุด
โอเค ตอนนี้คุณต้องลองวาดดูแล้ว(ตามราคาตอนนี้) ลองดูในกราฟที่เรามีตามภาพ จ่าไว้ว่า คุณจะต้องเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ก่อน : Higher high, หรือ New high, lower low, หรือ New low
แล้วลองวาดเส้นจากจุดสูงสุดหรือ ต่่าสุดของราคาแล้วลากย้อนกลับจากจุดังกล่าวไปยังจุด ต่่าสุด หรือสูงสุดก่อนหน้านี้ ซึ่งมันก็น่าจะได้เส้นตามที่เราคาดไว้ แม้ว่าคุณจะเห็นว่าราคามัน ขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่บ้างแต่ไม่ต้องไปสนใจ ท่าในสิ่งที่คุณต้องท่า แม้ว่าคนอื่นจะว่ายังไงก็ตาม

3. ท่าในสิ่งที่ถูกต้อง – ให้ลาก TOPS และ BOTTOMS เท่านั้น
เมื่อคุณเห็นราคาท่า High สองครั้ง ให้คุณลากเส้นจากจุด Top อีกตัวหนึ่ง มายังจุด Top อีกที่หนึ่ง ตอนนี้คุณก็จะได้เส้นมา และในทางกลับกัน ถ้าเกิดราคาต่eสุดสองครั้งคุณก็ท่าเช่นเดียวกัน กับ Bottoms อย่าตัดสินใจผิดๆ ด้วยการลากเส้นโดยการที่คุณเห็นว่ามีเส้น Bottom เมื่อคุณเห็นมันเกิด จุด High สองจุด มันไม่เข้าท่าเลยจริงๆ ท่าให้เราเกิดความสับสนขึ้นได้

4. จับตาดูที่ราคาตลอด
ถ้าคุณได้เชื่อมหรือลากเส้นจากจุด Top หรือ Bottom ทั้งสองมาชนกันแล้วตอนนี้ ให้มองหาอินดิเคเตอร์ที่คุณจะใช้ในการเปรียบเทียบกับพฤติกรรมราคานี้ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามที่คุณอยากใช้ จ่าไว้ว่าให้เปรียบเทียบ Top หรือ Bottom ซึ่งบางตัวอย่างเช่น MACD หรือว่า stochastic มีเส้นสองเส้นและวิ่งขึ้นๆ ลงๆ เหมือนอารมณ์วัยรุ่น อย่าไปกังวลว่ามันจะเป็นอย่างไรทำในสิ่งที่คุณควรจะทำ

5. ให้ทำตัวเหมือนกับ Pip Diddy (วาทยากรคนหนึ่ง)
ถ้าคุณลากเส้น เชื่อมระหว่างจุดสองจุดแล้ว คุณต้องลากเส้นเหมือนกับที่คุณทำในกราฟแท่งเทียนในอินดิเคเตอร์ของคุณด้วย ทั้ง High และ Low เพื่อให้มันสัมพันธ์กัน !

6. ให้ตรงกับแนว
จุด High หรือ low ที่คุณวิเคราะห์ออกมาในอินดิเคเตอร์ของคุณต้องเป็นแนวเดียวกันกับราคาในกราฟ ที่เกิดรูปแบบ High หรือ Low เหมือนกับว่าคุณกำลังเลือกชุดไปเที่ยวผับนั่นแหละ คุณต้องแต่งตัวให้แมทช์กัน โย่ววว!

8. ถ้าเราตกเรือแล้ว ให้รอลำต่อไป
ถ้าคุณจะเทรดโดยใช้ Divergence แต่ว่าราคานั้นได้วิ่งไปไกลแล้ว ซึ่งหมายความว่ามันเกิดเทรนด์ไปแล้วนั่นเอง สิ่งที่คุณควรจะท่าคือ รอ และรอให้มันเกิดการสวิง High Low ครั้งต่อไป

9. กลับมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว
สัญญาณ Divergence นั้นดูจะใช้ได้ในกราฟที่ Time Frame ยาว ๆ คุณจะไม่ค่อยพบสัณญาณหลอกมากนัก ซึ่งหมายความว่าคุณก็ไม่ได้เทรดบ่อยมากนักด้วยแต่ถ้าคุณวางลักณะการเทรดของ คุณดี ๆ กำไรที่คุณจะได้ก็เป็นกำไรก้อนโต ๆ แต่ถ้าเราใช้ใน Time Frame ที่สั้นหน่อย มันก็จะไม่ค่อยน่าเชือถือซักเท่าไหร่
เราแนะนำให้คุณ ใช้กับกราฟ Time Frame หนึ่งชั่วโมงขึ้นไป บางคนใช้กับกราฟ 15 นาที หรือน้อยกว่านี้อีก ท่าให้มีสัณญาณหลอกมากมายเต็มไปหมด ซึ่งเราควรจะอยู่ห่างๆ ไว้ดีกว่า
ตอนนี้คุณก็ได้กฏทั้ง 9 ข้อคุณต้องทำตามกฏ ถ้าคุณอยากจะใช้ Divergence ในการเทรด เชื่อเราสิ คุณไม่อยากจะแหกกฏนี้หรอก
ทำตามกฏแล้วคุณก็จะกลายเป็นนักเทรด Divergence ที่มีความชำนาญและได้กำไรมากขึ้น
ตอนนี้ลองกลับไปดูกราฟของคุณเอง ถ้าคุณเห็นว่ามี Divergenceเกิดขึ้นในกราฟคุณที่ผ่านมา แสดงว่าคุณมีแววที่จะใช้ Divergence ในการเทรดของคุณได้

ขณะที่การใช้ Divergence ในการเทรดนั้นเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมนั้นในกล่องเครื่องมือของคุณแล้ว คุณยังต้องเอาใจใส่กับการไม่เข้าเทรด เร็วเกินไปด้วย เพราะว่าคุณไม่ได้รอให้เกิดสัณญาณยืนยันเสียก่อน ข้างล่างเป็นเกร็ดเล็ก น้อย ที่จะใช้ในการยืนยันสัณญาณว่า Divergence ที่ให้มีความแม่นยำขนาดไหน

รอให้เกิดการ Crossover (ตัดข้ามเส้น )

ให้หลุดแนว Overbought / oversold

อีกอย่างหนึ่งก็คือ เราต้องรอให้ Momentum ในอินดิเคเตอร์ของเราชนแนว overbought และ oversold ของเราเสียก่อน และให้รอมันหลุดแนว Overbought และ Oversold ลงมา เพื่อเป็นการยืนยันสัณญาณ เหตุผลในเรื่องนี้ก็เหมือนๆ กัน กับการรอให้เกิดการ Crossover ของอินดิเคเตอร์ (Stochastic) คุณไม่ควรจะเข้าเทรดเมื่อ Momentum ของอินดิเคเตอร์กำลังจะยกตัวขึ้น
สมมติว่าคุณกำลังดูที่กราฟ และสังเกตุว่า Stochastic ได้เกิดราคาต่ำสุดครั้งใหม่ขึ้น (New Low) แต่ว่ากราฟแท่งเทียนไม่ได้แสดงอย่างนั้น

วาดเส้น Trend lines ในตัวอินดิเคเตอร์

ฟังดูอาจจะน่าหัวเราะ ไปซักหน่อยซึ่งปกติคุณจะวาดเส้นเทรนด์ไลน์ในกราฟแท่งเทียนเท่านั้น แต่ว่ามันเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราอยากจะให้คุณรู้
มันไม่ได้ทำให้คุณเสียตังค์หรอกที่จะมีอาวุธอีกซักอันไว้ในคลังอาวุธของคุณ จริงมั๊ย? คุณไม่รู้หรอกว่ามันอาจจะได้ใช้ก็ได้ในวันหน้า !
เคล็ดลับนี้เป็นประโยชน์เมื่อเรากำลังมองการจุดกลับตัว หรือว่าการเกิดเบรคเอาท์ เมื่อคุณเห็นราคาสามารถวาดเทรนด์ไลน์ได้ ให้คุณวาดเส้นเทรนด์ไลน์ในตัวอินดิเคเตอร์ของคุณเข้าไปด้วย

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆจาก : http://www.jubtadu.com/forex/basic-degree/trick-momentum.html

ตัว Divergence นั้นนอกจากจะให้สัณญาณจุดกลับตัวแล้วยังใช้ในการบอกสัณญาณว่าจะเกิดเทรนด์ ต่อเนื่องหรือไม่ด้วย และจำไว้อยู่เสมอว่า เทรนด์เป็นเสมือนเพื่อนของคุณ ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณได้สัญญาณว่าจะเกิดเทรนด์อย่างต่อเนื่อง คุณก็ควรจะรู้ว่าควรจะต้องทำยังไงล่ะ!
Hidden bullish divergence หรือ divergence ขาลงแบบแฝง เกิดขึ้นเมื่อราคาได้เกิด higher low (HL) (การปิดสูงกว่าราคา Low) แต่ว่าตัว oscillator กลับให้สัญญาณ lower low (LL)
สัญญาณนี้หมายความว่าค่าเงินนั้นกำลังจะเปลี่ยนเป็นขาขึ้น เมื่อราคาเกิด Higher low ใ ห้จับตาดูว่าถ้าตัว oscillator มีความเคลื่อนไหวคล้ายกัน แต่ถ้าตัว Oscillator ไม่ได้เกิดสัญญาณ lower low คุณก็จะได้สัญญาณ hidden divergence หรือสัณญาณ Divergence แฝงมา

ทีนี้เราลองมาทบทวนบทเรียนกันนิดหน่อย ที่คุณได้เรียนมาทั้งหมด เกี่ยว Hidden divergence หรือสัญญาณ Divergence แฝง
ถ้าคุณเล่นแบบ Trend follower (เทรดตามเทรนด์) คุณควรจะใช้เวลาในการศึกษารูปแบบ hidden divergence นี้บ้าง
ถ้าคุณเอาใจใส่มัน บางทีมันอาจจะช่วยคุณเข้าเทรนด์ในช่วงที่ก่าลังเกิดเทรนด์ได้
ดูเข้าท่าใช่มั๊ย?
โอเคตอนนี้เรารู้เกี่ยวกับ regular (แบบปกติ) และ hidden (แบบแฝง) divergence
เราหวังว่าคุณจะได้กำไรจาก Divergence และจ่าไว้เสมอว่า regular divergences เป็นสัณญาณว่าอาจจะเกิดจุดกลับเทรนด์ขณะที่ hidden divergences เป็นสัญญาณว่าเทรนด์จะยังคงมีต่อไป
ในบทต่อไปเราจะยกตัวอย่างจากตัวอย่างจริงและคุณจะเทรดอย่างไรกับการใช้ Divergence

เราจะใช้ Divergences ในการเทรดได้อย่างไร?

ตอนนี้ถึงเวลาที่จะใช้ Jedi-divergence ของเจได (สตาวอร์) ในการทำกำไรจากตลาดแล้ว
เราจะยกตัวอย่างให้คุณซักตัวอย่างหนึ่งเมื่อมีการเกิด Divergence ระหว่างราคากับการเคลื่อนไหวของ oscillator ขึ้น
*** สิ่งแรกให้มาดู Divergence แบบ regular divergence ก่อน ข้างล่างนี้เป็นกราฟของคู่เงิน USD/CHF กราฟวัน

ขณะที่ราคาได้เกิดรูปแบบ Lower lows (ตามกราฟแท่งเทียน) แต่ stochastic (ตัวอินดิเคเตอร์ที่เราเลือกใช้) กำลังแสดงภาวะ higher low
ไม่ยากเลยใช่มั๊ย แล้วมันเกิดการกลับตัวในท้ายที่สุดหรือไม่ เป็นเวลาที่ต้องส่ง order Buy หรือไม่??

2020-07-05T21:42:11.533-07:00 รูปแบบกราฟสามเหลี่ยม Triangle ที่นิยมใชักัน

สวัสดีค่ะเทรดเดอร์ วันนี้เรามีเพื่อนมาแนะนำให้รู้จัก ชื่อ Inside bar บางคนอาจรู้จักดีอยู่แล้ว บางคนได้ยินแต่ชื่อแต่ไม่ได้สนใจ และบางคนอาจไม่รู้จัก หรือ รู้จักแต่ไม่คุ้นไม่รู้ว่าหน้าตามันเป็นยังไงกันแน่ วันนี้เรามารู้จักเจ้า Inside bar กัน เพราะเราจะได้เจอมันบ่อยๆ และเราสามารถใช้มันเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจเข้าออเดอร์ได้ดีทีเดียวค่ะ
Inside bar คือ รูปแบบหนึ่งของ Price action ถ้าจะแปลกันตามตัว ก็คือ “บาร์ที่อยู่ในบาร์ “ อันนี้เราเอาเป็นหลักในการจำค่ะ :P ซึ่งในที่นี้เราหมายถึงแท่งเทียน บอกแบบนี้อาจจะนึกภาพกันไม่ออก อาจคิดว่ามันยาก :) แต่จริงๆแล้วไม่ยากค่ะ เรามาดูลักษณะทางกายภาพของเจ้า Inside bar กันเลยนะคะว่าหน้าตาเป็นแบบไหน

ร้อง อ๋อ ! กันรึยังคะ เพราะไอ้หน้าตาแบบนี้เราจะเจอกันบ่อยมาก แต่อาจไม่ได้สังเกตุ มันก็คือ แท่งเทียนที่มีขนาดเล็กกว่าและวิ่งไปมาอยู่ในกรอบราคาของแท่งเทียนก่อนหน้านั่นเอง ซึ่งเราจะเหมารวมเอาไส้เทียนด้วยนะค่ะ
Inside bar เป็นรูปแบบหนึ่งของการพักตัวของราคา ในกรอบราคาแคบๆ คือ วิ่งแค่ในระยะของแท่งใหญ่กว่าที่อยู่ก่อนหน้าเท่านั้นเอง เหมือนราคากำลังเลือกทางที่จะไป แต่ไม่รู้จะไปไหน ก็เลยวิ่งอยู่ในกรอบราคาเดิมนี่่ก่อนละกัน เราจะเห็นแท่งเทียน ทั้ง bull และ bear candle วิ่งสลับกันไปมา ไม่จำกัดว่าต้องกี่แท่ง ถ้ายังวิ่งอยู่ในกรอบราคาของแท่งแม่ มันก็คือ Inside bar
ในการหาจังหวะเข้าเทรดในขณะที่ราคาพักตัวก็เป็นเรื่องที่เสี่ยงอยู่พอสมควร เพราะฉะนั้น เราจึงควรที่จะรอค่ะ :) รอให้เกิดการ Breakout ออกมาจากระยะของ Mother bar ก่อน แล้วเราก็เข้าออเดอร์ตามทางที่ Breakout ออกมา และตั้ง SL ไว้ที่ เหนือ หรือใต้ราคาที่ปลายแท่งอีกข้างหนึ่งของ Mother bar นิดหน่อย
เราลองมาดูกราฟจริงกันนะคะว่ามันเป็นยังไง ในตัวอย่างคือ EU M30 วันที่ 19/09/55 เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานี้เอง

จากภาพด้านบน จะเห็นตัวอย่างการเข้าออเดอร์และเซ็ท SL ในการเทรด Inside bar กันแล้วนะคะ อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า Inside bar คือ Price action รูปแบบหนึ่ง ซึ่งก็เหมือนการเทรด Breakout ธรรมดาทั่วไป แต่นี่คือการ Breakout ในกรอบราคาของแท่งเทียนเท่านั้นเองค่ะ
อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องอย่าลืมเรื่องพื้นฐานอื่นๆด้วยนะคะ ในการเทรดแบบนี้ เราหาจุดเข้าได้ แต่มันไม่ได้บอกว่าจะไปถึงไหน เราก็ต้องอาศัยพื้นฐานอื่นเข้ามาช่วยในการหาเป้าหมายราคาด้วย เช่น แนวรับ แนวต้าน ,Fibonacci ,Trend line หรือ ชาร์ตเพทเทิร์น
ถึงตอนนี้ก็คงพอจำหน้าค่าตาเจ้า Inside bar กันได้บ้างนะคะ เห็นมั้ยคะว่าไม่ยากเลย ที่เหลือก็แค่ฝึกฝนค่ะ ลองมองหาดูในกราฟที่ท่านเทรด รับรองว่ามีแน่ แค่อยู่ตรงไหนเท่านั้นเอง ใช้ได้ทุกกราฟ ทุกทามเฟรมค่ะ
ทีนี้มีตัวอย่างที่นาสนใจอยากให้ได้ดูกันค่ะ เป็น Inside bar ของกราฟ EU M30 วันที่ 13/09/55 ช่วงกลางคืนถึงเช้าของวันที่ 14/09/55 ลองมาดูกราฟกันค่ะ

จากภาพแสดง Inside bar ในสภาวะที่ตลาดผันผวน ซึ่งเราจะเจอได้บ่อยๆในตลาด Forex ดังนั้น เราก็ต้องให้ความยืดหยุ่นเค้าหน่อย ใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจด้วยนะคะ ถ้าเป็นแบบในกรณีนี้ ก็ปล่อยเค้าก่อนค่ะ รอต่อไป :D จะกี่แท่งก็ช่างค่ะ รอจนกว่าจะ Breakout จริงๆ ค่อยเข้าออเดอร์จะดีกว่า มันจะใช้เวลานานเท่าไหร่ก็ช่าง “ถ้าไม่แน่ใจในการเสี่ยง การกอดทุนไว้ก็ไม่เลวนะคะ”
Inside bar จะมีศัตรูคู่แค้นอยู่ ชื่อว่า Fakey setup แหม แค่ชื่อก็ไม่น่าคบแล้วใช่มั้ยล่ะคะ และยังมีญาติสนิทชื่อ Outside bar ด้วย ซึ่งถ้ารู้จัก Inside bar แล้ว Outside bar ก็ง่ายเลยค่ะ เด่วเรามาเจาะลึกเจ้า Fakey setup และ Outside bar กันในตอนต่อไปดีกว่านะคะ เดี๋ยวยาวเกินไป จะเบื่อจะง่วงกันซะก่อน
ช่วงที่ตลาดผันผวนเช่นนี้ ราคามีการพักตัวบ่อยๆ เหมือนว่าบางทีกราฟก็งงๆ อยู่ว่านักลงทุนจะให้ไปทางไหนกันแน่ ก็หวังว่าการดู Inside bar อาจพอช่วยได้บ้าง ลองดูนะคะ

2020-11-29T18:57:43.965-08:00 Outside Bar คืออะไร?

สวัสดีค่ะเทรดเดอร์ จากบทความที่แล้วเราได้รู้จัก Inside bar กันไปแล้ว คราวนี้เรามารู้จักญาติสนิทเจ้า Inside bar กันบ้าง มันคือ “Outside Bar” นั่นเองค่ะ เจ้า Outside bar นี่ก็คือ Price Action รูปแบบหนึ่ง เทรดเดอร์ส่วนใหญ่คุ้นเคยแต่กับ Inside bar ไม่ค่อยมีใครพูดถึง Outside bar กันเท่าไหร่ ทั้งที่หน้าตาของมันคล้ายกันมาก แค่มี Mother bar ปิดท้ายอยู่ข้างหลัง
“และเจ้าตัว Mother bar นี่แหละค่ะที่ทำหน้าที่เป็น Outside bar และ เป็นตัวส่งสัณญาณบอกเหตุเราว่าเหตุการณ์ต่อไปจะไปในทิศทางใด พอจะนึกภาพกันออกแล้วใช่มั้ยล่ะคะ ทีนี้เรามาดูรูปร่างหน้าตาเจ้านี่กันเลยดีกว่าค่ะ “

เป็นยังไงคะ หน้าตาของเจ้า Outside bar ละม้ายคล้ายกันกับ Inside bar มั้ยล่ะคะ :P ต่างกันแค่ตำแหน่งของตัว Mother bar จากที่เคยอยู่ข้างหน้า มาอยู่ด้านหลัง แล้วพอมาเป็น Outside bar แล้ว เราไม่เรียกว่า Mother bar แล้วนะคะ เราเรียกว่า “Outside bar” ซึ่งถ้าจะแปลกันตรงๆตัวเลย เพื่อช่วยจำก็คือ บาร์ที่อยู่ด้านนอก หรือ มีระยะหลุดออกมาจากบาร์อื่นๆ ซึ่งในที่นี้เราหมายถึงแท่งเทียนค่ะ

Outside bar ก็จะแยกออกมาได้อีก สองประเภทนะคะ คือ Bullish Outside bar และ Bearish Outside bar ในการแยกประเภทก็ง่ายมากค่ะ คือดูตามสีของแท่ง Outside Bar แค่นั้นเอง
ถ้าเป็นสีของ Bullish ก็คือ Bullish Outside bar และถ้าเป็น สีของ Bearish ก็คือ Bearish Oustside bar โดยที่ไม่มีเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติมเลย ตัวแท่งเทียนจะเล็กจะใหญ่ก็ได้ค่ะ ง่ายมั้ยคะ :D

ไม่ยากใช่มั้ยคะ ทีนี้เราก็ต้องมารู้จักวิธีการใช้งานเจ้า Outside bar นี่กันก่อนว่าจะทำยังไงดีเมื่อเราเจอมันในกราฟของเรา เรามาดูตัวอย่างกราฟจริงกันเลยค่ะ จากตัวอย่างจะเป็นกราฟ EU M30 วันที่ 25-26/09/55

เป็นยังไงกันบ้างคะ พอจะคุ้นหน้าเจ้า Outside Bar กันบ้างรึยัง จริงๆแล้วมันอยู่กับเราตลอดเลย แต่เราไม่เคยสังเกตุมันเท่านั้นเอง อาจจะเพราะมันไม่ใช่ “ซุปตาร์ บาร์” เลยไม่มีคนสังเกตุ ฮ่าๆ แต่ถ้าเรารู้จักว่าจะใช้มันยังไง มันก็มีประโยชน์นะคะ :P หลักการดู และการใช้ก็ง่ายแสนง่าย อย่างที่เห็นในภาพด้านบน

  • ถ้าเกิดหลังจากที่ตลาดมีการพักตัว เป็น side way ก็จะแสดงการเลือทางของราคา ว่าจะไปทางไหน ถ้าเป้นแท่ง Bullish Outside bar ก็ขึ้น แต่ถ้า Bearish Outside bar ก็ลง
  • ถ้าเกิด Bullish Outside bar เกิดในขาลงก็เตือนว่า จะเลิกลงแล้วนะ จะขึ้นแล้วจ้า
  • และถ้า Bearish Outside bar เกิดในขาขึ้น ก็เตือนว่าจะไม่ขึ้นต่อละ หมดแรงแล้วจ้า จะลงแล้ว
  • ถ้าเกิดในเทรนเดิม คือ Bullish outside bar เกิดในขาขึ้น ก็บอกได้ว่า ตลาดไปต่อในเทรนเดิม คือขึ้นต่อไปอีก
  • และถ้า Bearish Outside bar เกิดในขาลง ก็บอกได้ว่า จะลงต่อไปนั่นเอง

Outside bar จะใช้ได้ผลดีมากถ้าใช้ควบคู่กับการดูเทรน เพราะฉะนั้น ก็ลองหาเทรนไลน์มาลากเอาไว้ในกราฟด้วยก็ดีนะคะ การจะหาเป้าหมายราคา ก็ต้องมีตัวช่วยค่ะ เพราะ Outside bar บอกได้แค่ว่ากราฟจะไปทางไหน แต่ไม่ได้บอกระยะ TP เราก็อาจจะใช้ Fibonacci หรือการวิเคราะห์ อื่นๆ เป็นตัวช่วยหา TP หลัการเปิดออเดอร์ก็เปิดที่ราคาปิด แล้วไป SL ไว้ที่ปลายอีกด้านของแท่งเทียนค่ะ
เห็นมั้ยคะ ไม่ยากเลยกับหลักการเทรดง่ายๆ ที่เหลือก็แค่ฝึกฝนค่ะ ลองหา Outside bar ในกราฟที่เทรดอยู่รับรองว่ามีแน่นอนค่ะ :) แค่จะมีตอนไหนเท่านั้นเอง ลองดูนะคะเพื่อนๆ ขอให้สนุกกับการเทรด Outside bar ค่ะ
ขอให้โชคดีในสภาวะกราฟเปลี่ยนใจบ่อยค่ะ

สวัสดีค่ะเทรดเดอร์ วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่อง Fakey Setup หลายคนคงพอได้ยินมาบ้าง แต่บางคนก็งง มันคืออะไรหว่า มันก็คือ Price Action รูปแบบหนึ่ง เป็นคู่อริกับ Inside Bar (ที่เคยเขียนไปแล้ว) แต่อยู่ในตระกูลเดียวกัน ถ้าใครรู้จัก Inside Bar แล้ว พอมาพูดถึง Fakey Setup ก็หมูเลย แค่ชื่อก็บอกอยู่แล้วนะคะ ว่ามันหลอกลวง ^^ Fake-y แล้วมันหลอกยังไง เรามาดูกันค่ะ
ตามปรกติ ถ้าเกิด Inside Bar เราจะรอดูตอนที่มีแท่ง Inside bar เกิดการ Breakout ออกมาจาก Mother bar แล้วใส่ออเดอร์ตามทางที่มัน Breakout ออกมา แต่มันจะมีบางครั้งที่มีการ Breakout หลอกๆ (Fail Breakout) แล้ววิ่งกลับไปทิศทางตรงกันข้าม เราลองมาดูภาพและตัวอย่าง และเปรียบเทียบการเข้าออเดอร์อย่างง่ายๆ ระหว่าง Inside Bar และ Fakey Setup กันค่ะ

เอาละ ทีนี้ก็รู้จักหน้าค่าตากันแล้วนะคะ ว่า Fakey Setup หลอกลวงยังไง จะใช้หลักการจำง่ายก็คือ ” Fakey Setup คือ Fail Breakout ของ Inside Bar นั่นเอง” ไม่ยากใช่มั้ยคะ ^^ทีนี่้เราลองมาตัวอย่างกราฟจริงกันบ้าง

จากภาพที่ผ่านๆมา เห็นมั้ยคะว่าไม่ยากอย่างที่หลายๆคนกลัวกันเลย และมีหลักการจำง่ายๆ แค่นั้นเองค่ะ

ปล. การเทรดในตลาด Forex โดยการใช้ Fakey Setup นี้ถ้าจะให้ได้ผลดี ควรใช้กับคู่เงินที่เป็นคู่ Major ทั้งหลาย เพราะกราฟพวกนี้จะไม่ค่อยหลอก คู่ Major ก็คือ คู่เงินหลักๆที่เรานิยมเทรดกัน มักจะมีค่าเงิน USD ร่วมอยู่ด้วย เช่น EURUSD,AUDUSD,USDJPY…….

ทีนี้เราลองมาดูภาพที่มีอะไรมากกว่า Fakey Setup กันบ้างนะคะ เป็นรูปแบบที่มี หลาย Pattern ซ้อนกันอยู่ ก่อนจะมาดูตัวอย่างสุดท้ายนี้ อยากให้ทำความเข้าใจกับ Inside bar และ fakey Setup กันก่อนนะคะ เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะงงได้ค่ะ

เป็นยังไงกันบ้างคะ จากภาพตามตัวอย่างสุดท้าย งงกันมั้ย :P หวังว่าคงไม่งงกันนะคะ ที่เอามาให้ดูเพราะเห็นว่าน่าสนใจ เป็นการเกิด Price Action หลาย Pattern ซ้อนกัน ซึ่งถ้าดูเป็น ก็มีประโยชน์มากเลยค่ะ
หลักการง่ายๆที่จะดูให้รู้ว่าแท่งไหนเป็นอะไร ช่วงไหนแท่งเทียนทำอะไร ให้ดูตามแท่งเทียนที่จบไปทีละแท่ง แล้วก็มาดูทีละคู่ แล้ว Zoom Out ออกมาดูภาพรวม เพราะเวลากราฟวิ่งจริงๆ คุณจะไม่รู้ว่าแท่งต่อไปจะเป็นยังไงใช่มั้ยคะ จึงต้องดูไปทีละแท่งก่อนค่ะ นี่เป็นวิธีง่ายๆที่ตัวเองใช้อยู่ ใครอยากลองเอาไปปรับใช้มั่งก็ไม่หวงนะคะ ไม่มีลิขสิทธิ์ ^^ ดูบ่อยๆ สังเกตุบ่อยๆ แล้วคุณจะจับจุดมันได้เองเป็นอัตโนมัติค่ะ
สำหรับเรื่อง Fakey Setup ก็ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้ เจอกันอีกทีบทความหน้านะคะ ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรนั้นขอไปนอนคิดก่อน
ช่วงนี้กราฟไซด์เวย์เยอะมาก เทรดเดอร์ที่ไม่ใช่สาย Scalping รักษาสุขภาพจิตกันด้วยนะ เป็นห่วงค่ะ

การเทรดโดยใช้ แนวรับ แนวต้าน

เมื่อกราฟเจอแนวรับแนวต้าน มันจะทำอะไรได้บ้าง?

หลาย ๆ ครั้งที่เวลากราฟเจอกับแนวรับแนวต้านแล้ว เรามักจะมองไม่ออกว่ามันจะเอายังไงกันแน่ เหมือนจะทะลุก็ไม่ทะลุ จะไปก็ไม่ไป หาความแน่นอนไม่ได้ จึงเป็นเหตุให้ใครหลาย ๆ คนหันไปเลือก Indicators มาช่วยเพื่อหวังว่ามันจะพยากรณ์กราฟล่วงหน้าให้กับเรา แต่ก็ยังต้องเจ็บช้ำน้ำใจเมื่อเจอ Indicators หลอกอีก วันนี้ผมเลยเอาภาพตัวอย่างของความเป็นไปได้ที่จะเกิดเมื่อกราฟเจอกับแนวรับ แนวต้านมาให้ชมกันครับ
ปล. ต้องขอบคุณคุณ ไพศาล ในกลุ่มนักเรียนของ Thaiforexschool ด้วยนะครับที่เอาภาพเต็ม ๆ มาให้ผม

จากรูปนี้เราจะเห็นได้ว่ากราฟมีความ เป็นไปได้ถึง 10 แบบเมื่อเผชิญหน้ากับแนวรับแนวต้านที่สำคัญ ความเป็นไปได้ยังน้อยกว่าการสุ่มกากบาท ก ข ค ง เสียอีก แล้วคุณลองคิดภาพว่าคุณไม่รู้คำตอบแต่คุณกำลังสุ่มกากบาทจาก ก ข ค ง จ ฉ ช ซ ฯลฯ ไม่ผิดอะไรสำหรับคนที่พึ่งเริ่มเทรดได้ไม่ถึงปีที่จะยังแยกไม่ออกระหว่าง การเดากราฟ กับ การเทรดตามกราฟ มันต่างกันยังไง เหตุผลที่เราพยายามเสาะหา อินดิเคเตอร์ มากมายในช่วงแรกมาเทรดนั่นเป็นเพราะ เราต้องการจะรู้อนาคตซึ่งเราเชื่อว่าคนที่รู้อนาคตเท่านั้นที่จะสามารถเทรด ได้ เราจึงหาอินดิเคเตอร์มาเพราะคิดว่า “มันจะสามารถบอกเราล่วงหน้าได้ว่ากราฟจะทะลุแนวรับแนวต้านนั้น ๆ ได้หรือไม่” ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ตัวอินดิเคเตอร์เองก็วิ่งตามราคานั่นละครับเพราะมันคำนวณค่าออกมาจากตัวราคา ทั้งสิ้น
ถึงแม้ว่าตัวเจ้าของภาพนี้ (ไม่ใช่คุณไพศาล) จะทำภาพนี้ขึ้นมาแต่ตัวเขานั้นก็ไม่เห็นด้วยกับการเดากราฟเมื่อราคามาถึงแนว รับแนวต้าน จากภาพเจ้าตัวเขาบอกเลยว่า ความเป็นไปได้ที่เราจะเดาถูกมีแค่ 10% เท่านั้น ในข้อความตัวสีแดง ๆ ข้างล่าง เขาได้พูดไว้ดังนี้
“คุณ ไม่จำเป็นต้องพยาการณ์หรือคิดแทนตลาด หาสิ่งที่บ่งบอกให้เจอว่ามันจะวิ่งไปทางไหนและเทรดไปตามทางนั้น การเทรดโดยที่ยังไม่มีสัญญาณยืนยันนั้นมีความเป็นไปได้เพียง 10% ที่จะถูก นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผม (เจ้าของภาพ) ถึงไม่เคยวิเคราะห์ตลาดเลย กราฟก็เหมือนสายลม ไม่ว่ามันจะพัดไปทางไหนผมก็จะลอยไปตามลมนั้น และหากเมื่อไหร่ลมนั้นกลายเป็นพายุ ผมก็จะออกมาจากพายุนั้นและเฝ้าดู การลอยตามลมของผมมันสร้างกำไรให้ผมอย่างมหาศาลทั้ง ๆ ที่บางทีผมยังไม่ทันได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ
แล้วทำไมจะต้องเสียเวลาคิดโน่นคิดนี่ให้มากมายทั้ง ๆ ที่มันมีความเป็นไปได้เพียง 10%?”
จุดเข้าที่ได้เปรียบสำหรับผมก็อยู่ที่ แนวรับแนวต้านนี่ละครับ หากจะ sell ก็ให้เล็ง แนวต้าน ไว้ หากจะ buy ก็ให้เล็ง แนวรับ เพราะจุดเข้าเหล่านี้จะทำให้เราได้เปรียบเมื่อกราฟไม่วิ่งไปตามที่เราคิด คำว่าได้เปรียบของผมคือ จุดที่เราเข้าแล้วจะลด damage ให้พอร์ตเราน้อยที่สุดเมื่อกราฟผิดทาง และ จะสามารถทำกำไรได้อย่างรวดเร็วเมื่อกราฟวิ่งไปตามที่เราคิด สัญญาณยืนยันที่ว่าเหล่านั้นก็ไม่ใช่เรื่องอะไรที่ไกลตัวของเรา มันก็คือรูปแบบของกราฟแท่งเทียน และ เครื่องมือต่าง ๆ เช่น Trendline Fibonacci เป็นต้น แต่จงจำไว้ว่า เราวิเคราะห์กราฟได้แต่อย่าไปคิดแทนกราฟ เพราะทุกรูปแบบมันมีโอกาส Fail หมดครับ เราไม่สามารถควบคุมปัจจัยเหล่านี้ได้เลย ดังนั้นหากจะคิดเราควรเอาความคิดเราไปใส่ในเรื่องของ Money Management และ การวางกลยุทธ์การเงินของเราให้สอดคล้องกับการเทรด ดีกว่า เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เราสามารถควบคุมได้และบังคับได้อย่างใจนึก

การหาเป้าหมายราคาและจุดตัดขาดทุนด้วย Fibonacci

การหาเป้าหมายราคาด้วย Fibonacci extension
ต่อไปเราจะมาพูดถึงการหาราคาเป้าหมายด้วยการใช้ Fibonacci ซึ่งเราจะใช้ Fibonacci extension การลาก Fibonacci extension นั้นแตกต่างจากการลาก Fibonacci Retracement อยู่นิดหน่อย เพราะเราต้องหาตำแหน่งวาง 3 จุด ตัวอย่างเช่น ถ้าราคาวิ่งเป็นเทรนขาขึ้น ปรกติเราจะทำกำไรจากการเข้าบาย และเราจะหาเป้าหมายราคาในขาขึ้นจาก Fibonacci extension โดยการ วางตำแหน่งแรกของ Fib ไว้ที่สวิงโลว์ที่มีนัยยะ แล้วลากเม้าท์ไปที่สวิงไฮ แล้วคลิ๊กเม้าท์ และลากต่อมาที่จุดที่ราคามีการวิ่งมาทดสอบ ( Retracement ) เห็นได้ว่าแต่ละจุดที่เราวางนั้นมีความสอดคล้องกัน ลองไปดูตัวอย่าง USD/CHF กัน

และนี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่ราคาลงมาพักตัวทำให้เกิดสวิงโลว์

  • ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นไปตลอดทางจนถึงระดับ 61.8% ซึ่งอยู่ใกล้กับสวิงไฮที่ผ่านมา
  • ราคากลับมาทดสอบที่ระดับ 38.2% ซึ่งเป็นแนวรับ
  • หลังจากนั้นราคาปรับตัวสูงขึ้นจนไปถึงระดับ 100%
  • สองสามวันต่อมาราคาปรับตัวสูงขึ้นอีกจนไปถึงแนวต้านที่ระดับ 161.8%

จากตัวอย่างเห็นได้ว่า ที่ระดับ 61.8% ,100% และ 161.8% ต่างก็เป็นระดับที่ดีสำหรับการปิดทำกำไรบางส่วน
ตอนนี้ลองมาดูตัวอย่างการใช้ Fibonacci extension ในเทรนขาลงกันบ้าง ในแนวโน้มขาลง เราก็มักจะทำกำไรจากการเซล ทีนี้ลองมดูตัวอย่างของกราฟ EUR/USD ในกรอบราคา 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นกราฟเดียวกันกับตัวอย่างในบทความก่อนหน้า เรื่อง “Fib Stick” ( คลิกอ่าน )

และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่ราคากลับตัวจากระดับของ Fibonacci retracement

  • ราคาวิ่งจนถึงแนวรับที่ระดับ 38.2%
  • ราคาวิ่งไปทดสอบที่ระดับ 50.0% ซึ่งเป็นระดับแนวรับที่ค่อนข้างจะแข็งแกร่ง และราคามีการเด้งขึ้นมาเล็กน้อย เป็นโซนที่น่าสนใจ
  • ที่ระดับ 61.8% ก็เป็นโซนที่น่าสนใจเช่นกัน แต่ในที่สุดราคาก็ร่วงผ่านไปเพื่อไปทดสอบระดับสวิงโลว์ก่อนหน้า
  • คุณจะเห็นได้ว่า ที่ระดับสวิงโลว์ก่อนหน้าคือระดับ 100% ของ Fibonacci extension ซึ่งหน้าที่เป็นแนวรับ

จากตัวอย่าง เราสามรถเลือกปิดทำกำไรบางส่วนได้ที่ระดับ 38.2% , 50.0% ,61.8% และทุกระดับนั้นทำหน้าที่เป็นแนวรับ และเทรดเดอร์อื่นๆก็อาจจะทำเช่นเดียวกันนี้เหมือนกัน
จากตัวอย่างแสดงให้เราเห็นว่า ราคาจะวิ่งไปที่บางแนวรับ-แนวต้านชั่วคราวของ Fibonacci extension แต่ก็ไม่เสมอไป แต่ก็บ่อยมากพอที่จะช่วยให้คุณปรับตำแหน่งการทำกำไรและการบริหารความเสี่ยง ของคุณได้
บางอย่างที่คุณควรต้องระมัดระวังก็คือ
สิ่งแรกคือ เราไม่มีทางรู้ได้อย่างแน่นอนว่า ระดับไหนของ Fibonacci extension ที่จะสามารถต้านทานราคาได้ อีกปัญหาก็คือ การกำหนดจุดสวิงที่เริ่มต้นในการลาก Fibonacci extension
วิธีหนึ่งก็คือการลากจากสวิงล่าสุด อย่างในภาพตัวอย่าง และอีกวิธีหนึ่งก็คือ ลากจากสวิงต่ำสุดหรือสูงสุดของแท่งเทียนที่ผ่านล่าสุด 30 แท่ง ที่สำคัญก็คือมันไม่มีวิธีที่ถูกต้องจริงๆในการลาก เราต้องฝึกฝนและเมื่อทำบ่อยๆ เราจะตัดสินใจได้ดีขึ้นในเรื่องของการเลือกจุดสวิง คุณจะต้องใช้ดุลยพินิจของคุณเองในการใช้ Fibonacci extension คุณต้องตัดสินใจว่า อีกนานแค่ไหนที่ราคาจะอยู่ในเทรนต่อไป

อีกอย่างที่สำคัญในการเทรดไม่น้อยไปกว่าการเข้าออเดอร์ หรือการปิดทำกำไรก็คือ ควรรู้ว่าจะตัดการขาดทุน (SL) ที่ตรงไหน คุณไม่สามารถเทรดโดยใช้ Fibonacci โดยไม่คำนึงถึงจุดตัดขาดทุนได้ ก็เหมือนกับการเทรดด้วยเครื่องมืออื่นๆเช่นกัน และวิธีการตั้ง SL ในการเทรดโดยใช้ Fibonacci นั้น ไม่ยุ่งยากเลย โดยเราจะยึดระดับ Fibonacci ที่มีนัยยะเป็นหลัก

วิธีแรกคือ การตั้ง SL ไว้เลยระดับของ Fib ต่อไป เช่น หากคุณวางแผนที่จะเปิดออเดอร์ที่ระดับ 38.2% คุณก็ควรตั้ง SL ให้เลยระดับ 50.0% ไปเล็กน้อย ถ้าคุณคิดว่าระดับ 50.0% จะสามารถต้านราคาอยู่ ดังนั้นคุณก็ควรตั้ง SL ไว้เลย 61.8% ไปเล็กน้อย อย่างนี้เป็นต้น เราลองมาดูตัวอย่าง กราฟ EUR/USD ใน TF H4

หากคุณทำการเซลที่ระดับ 50.0% คุณอาจจะวาง SL ไว้เลยระดับ 61.8% ไปเล็กน้อย ด้วยเหตุผลที่ว่าคุณคิดว่า ระดับ 50.0% นี้น่าจะต้านราคาไหวและเป็นจุดกลับตัวของราคาได้ ดังนั้นถ้าราคาปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่าจุดที่คุณตั้ง SL ไว้ก็แสดงว่าความคิดของคุณนั้นไม่ถูกต้อง ปัญหาของการตั้ง SL อย่างนี้ขึ้นอยู่กับการเปิดออเดอร์ที่เหมาะสมของคุณ
การตั้ง SL ไว้แค่ในระดับต่อไปของ Fibonacci retracement สมมุติว่าคุณมั่นใจว่าแนวรับ-แนวต้านนั้นจะต้านทานราคาได้ และราคาอาจจะวิ่งขึ้นไปชน SL ของคุณก่อนแล้ววิ่งกลับมาในทิศทางเดิมที่คุณเปิดออเดอร์ไว้ ทำให้คุณหงุดหงิด โมโห ทะเลาะกับกราฟ เราเชื่อว่าหลายคนเคยมีประสบการณ์แบบนี้ เพราะว่ามันไม่มีอะไรแน่นอน เราจึงอยากเตือนว่าในบางครั้งเรื่องแบบนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตามคุณก็ควรจะมีการจำกัดความเสี่ยง และตัดความสูญเสียของคุณให้รวดเร็ว และปล่อยให้ออเดอร์ทำกำไรเวลาอยู่ในแนวโน้มที่ถูกต้อง (Let profit run)
และการตั้ง SL แบบนี้น่าจะเหมาะสมกับการเทรดในระยะสั้นๆ หรือการซื้อขายระหว่างวัน และถ้าคุณอยากจะรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น วิธีการตั้ง SL อีกวิธีกนึ่งก็คือการตั้งเลยสวิงไฮหรือสวิงโลว์ในอดีตที่เพิ่งผ่านมา การตั้ง SL แบบนี้จะทำให้ระยะมีระยะให้คุณหายใจหายคอได้มากขึ้น และทำให้มีโอกาสในการทำกำไรได้มากขึ้นด้วย

2020-07-04T05:38:26.365-07:00 Fibonacci กับ Trend line และ Candle Stick

Fibonacci กับ Trend line
อย่างที่เรารู้ดีอยู่แล้วว่า Fibonacci Level จะทำงานได้ดีมากที่สุดในตลาดที่มีแนวโน้ม ดังนั้นเครื่องมืออีกอย่างที่นำมาใช้ร่วมกับ Fibonacci ได้อย่างมีประสิทธิภาพก็คือ Trend Line จำไว้ว่า เวลาที่ราคาเคลื่อนที่แบบมีแนวโน้มที่ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นเทรนขาขึ้นหรือขาลง เทรดเดอร์จะใช้ระดับต่างๆของ Fibonacci retracement เพื่อหาจุดเข้าออเดอร์ไปตามแนวโน้ม
ในตัวอย่างนี้เป็นกราฟ AUD/JPY ใน TF H1 เห็นได้ว่า ราคาได้เริ่มวิ่งเป็นเทรนขาขึ้นระยะสั้นๆในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา

จากภาพด้านบน ทำให้คุณคิดว่าคุณอยากจะเข้าบาย AUD/JPY ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงการเทรดในระยะสั้นๆ และเราคิดว่าจะเข้าบายเมื่อราคาลงมาเทสที่เส้น Trend line อีกครั้ง และในระหว่างรอนั้น เราก็จะเอา Fibonacci ออกมาใช้ เผื่อว่าเราจะได้ราคาเข้าบายที่แน่นอนมากขึ้น

ตอนนี้เราได้ลาก Fibonacci Retracement ลงในกราฟของเราแล้ว โดยใช้สวิงโลว์ที่ 82.61 และ สวิงไฮที่ระดับ 83.84 สังเกตว่าที่ระดับ Fib 50.0% และ 61.8% เป็นระดับที่ตัดกับเส้น Trend line ที่เอียงสูงขึ้นตามแนวโน้มขาขึ้น ซึ่งระดับเหล่าจะทำหน้าที่เป็นแนวรับที่ราคาอาจจะลงมาเทสได้ในอนาคตอันใกล้
สมมุติว่า ราคาลงมาเทสที่ระดับ Fib 61.8% ก่อนแล้วเด้งกลับตัวขึ้นไป และถ้าคุณได้ตั้งออเดอร์บายไว้ที่ระดับนั้นก็จะเป็นการเข้าออเดอร์ที่ สมบูรณ์แบบ แล้วสองสามชั่วโมงต่อมาหลังจากที่ราคาลงมาเทสที่เส้น Trend line ราคาก็วิ่งสูงขึ้นไปจนทะลุระดับสวิงไฮเดิม
Fibonacci เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ติดมากับโปรแกรมที่คุณใช้เทรด คุณสามารถใช้ฟรีโดยไม่ต้องซื้อ คุณอาจจะกำลังวางแผนที่จะเข้าออเดอร์เมื่อราคากลับมาเทสที่เส้น Trend line การนำ Fibonacci มาใช้ร่วมด้วย ก็จะสร้างแนวรับหรือแนวต้านที่ตัดกันจากเป็นเส้นทะแยงมุมของ Trendline และเส้นแนวนอนของ Fib Level นั่นก็หมายความว่า เทรดเดอร์อื่นๆอาจจะกำลังมองและรอที่จะเข้าออเดอร์ที่ระดับนี้เหมือนกัน เช่นเดียวกับเครื่องมือที่ใช้ลากเส้น อื่นๆ การลากเทรนไลน์นั้นมีประโยชน์มาก คุณไม่สามรถรู้ได้เลยว่าเทรดเดอร์อื่นๆลาก Trend line กันยังไงบ้าง แต่คุณสามารถเห็นได้ว่ามันมีแนวโน้มหรือไม่ และถ้าคุณเห็นว่ามันมีแนวโน้มที่เป็นขาขึ้นกำลังก่อตัว คุณก็ควรจะหาวิธีที่จะหาจังหวะที่ดีเพื่อจะเข้าออเดอร์บาย และดังตัวอย่างข้างต้น คุณสามารถใช้ Fibonacci มาช่วยหาจุดเข้าที่มีศักยภาพได้


Fibonacci กับ Candle Stick
ต่อไปเราจะมาดูการใช้ Fibonacci กับรูปแบบของ Candle stick อันที่จริงเราจะมองหารูปแบบแท่งเทียนที่มีนัยยะ ซึ่งสามารถให้เบาะแสได้ว่าราคาอาจจะยังคงอยู่ในแนวโน้ม เราอาจจะเรียกแท่งเทียนเหล่านั้นว่า “Fib Stick”
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็น EUR/USD ใน TF H1

เสริม EXNESS

Support By www.siammetatrader.com

Pages

พวกเราจะเปลี่ยนเงินจาก 100 $ เป็น 10000$ ภายใน 1 ปี ได้มั้ย

วิธีถอนเงิน ถอนกำไร Exness เข้าธนาคารในไทย Withdrawal Funds

วิธีถอนเงิน ถอนกำไร Exness เข้าธนาคารในไทย Withdrawal Funds

1. ไปที่หน้าเว็บไซต์ Exness คลิกเข้าสู่ระบบ ใส่ ID บัญชีเทรด และรหัส เพื่อเข้าสู่ระบบ ตามภาพประกอบ

2. เข้าที่ menu การถอนเงิน(Withdrawal)

4. เลือกธนาคารในไทยที่เราต้องการถอนเงินจากExness ที่Bank Name ในตัวอย่าง เป็น ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)

5. ใส่เลขที่บัญชีธนาคารที่ต้องการให้ Exness โอนเงินเข้า และใส่จำนวนเงินที่ต้องการถอนหน่วยเป็น USD คลิกปุ่มทำการถอนเงิน

6. ถ้าชื่อบัญชีไม่ตรงกับชื่อที่เราเปิดพอร์คลงทุน ระบบก็จะให้เราใส่รหัสผ่านเพื่อทำการยืนยัน รหัสจะถูกส่งไปยัง emailของเรา ดังภาพด้านล่างให้เอารหัสนั้นมาใส่ จากนั้นให้คลิกปุ่ม ยื่นยันการถอนเงิน

7. ระบบการถอนเงินexness ก็จะแสดงหน้าจอ และสถานะการถอนเงิน

8. เมื่อไม่มีการยกเลิกการถอนเงิน ไม่นาน เมื่อเงินเข้าบัญชีธนาคาร สถานะก็จเปลี่ยนเป็น ยอมรับแล้ว

9. SMS แจ้งเตือนเงินเข้าบัญชี

Exness Automatic Withdrawal ระบบเบิกเงินอัตโนมัติง่ายสะดวก รวดเร็ว กดถอนเงินไม่กี่นาทีเงินเข้าบัญชีเราทันที

ทฤษฎีดาวถูกคิดค้นขึ้นโดยนายชาร์ลส์ เอช ดาว (Charles H. Dow) หรือบิดาแห่งการวิเคราะห์ทางเทคนิค

การติดตั้งโปรแกรมเทรด MetaTrader (MT4) – การ Login เข้าโปรแกรมซื้อ ขาย

การติดตั้งโปรแกรมเทรด MetaTrader – EXNESS

1. ดาวน์โหลดโปรแกรม คลิกที่ Run

3. คลิก Next เพื่อทำการติดตั้งโปรแกรม

4. ติ๊กยอมรับข้อกำหนดของโปรแกรม แล้วคลิก Next

5. เลือกที่อยู่ในการลงโปรแกรม คลิก Next ได้เลยครับ ไม่ต้องเปลี่ยน

9. คลิก Finish เพื่อเสร็จสิ้นการลงโปรแกรมสำเร็จ

10. จะมี Icon ขึ้นที่หน้า Desktop

การ Login เข้าโปรแกรมซื้อ ขาย MetaTrader 4 – EXNESS
1. ดับเบิ้ลคลิกที่ Icon บนหน้า Desktop

2. ใส่เลขบัญชีเทรด รหัสผ่าน คลิด Login เท่านั้นก็เรียบร้อยครับ

Mark Douglas ทัศนคติแห่งการเก็งกำไร

เเนะนำวิธีดูข่าว www.forexfactory.com

Currency (ค่าเงิน), Impact (ความแรงของข่าว), Actual (ตัวเลขที่ออกจริง), forecast(ตัวเลขคาดการณ์จากนักวิเคราะห์) ,previous(ตัวเลขที่ออกก่อนหน้านั้น)Impact

มันจะมีสี กำกับอยู่หน้าข่าวครับ โดยสีแดงจะเป็นข่าวที่มีความสำคัญมากที่สุด รองลงมาคือสีส้ม และสีเหลือง และสีข่าวจะแสดงว่าเป็นวีนหยุดของตลาดของประเทศนั้นและตัวเลขจริงที่ออก มา Actual ตัวเลขที่ออกมาจะมี 3 สีด้วยเช่นกัน คือ

สีเขียว หมายถึง ข่าวดี
สีแดง หมายถึง ข่าวไม่ดี
สีดำ คือ ไม่มีข่าวนั้นออกมาหรือมีเเต่ไม่ส่งผลอ่ะไร

โดย ขึ้นอยู่กับความแรงของข่าวด้วย Impact ถ้าข่าว High Impact สีแดง และตัวเลขที่ประกาศออกมา เป็นสีเขียวหรือสีแดง ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้น-ลงประมาณ 1xxpips ขึ้นไป

-วิธี การเก็งกำไรจากข่าวในตาราง Forexfactory ให้รอดูตัวเลขจริง Actual ออกมาก่อนนะครับ เมื่อตัวเลขจริง(actual)ออกมามากกว่าเมื่อเทียบกับตัวเลขที่คาด การณ์(forecast)ไว้จะส่งผลทำให้ดีกับค่าเงินนั้นๆ แต่ถ้าตัวเลขจริงออกมาน้อยกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้จะส่งผลเสียกับค่าเงิน นั้นๆ เช่น ถ้าข่าวของ USD ออกมามากกว่า

ตัวเลขคาด การณ์(Forecast) จะทำให้ USD / XXX ขึ้น และทำให้ XXX / USD ลง ( XXX คือ ค่าเงินของประเทศนั้นๆเมื่อเทียบกับดอลล่าห์สหรัฐ(USD)อาทิเช่น JPY CHF CAD AUD NZD GBP )

ถ้าข่าว Gross Domestic Product หรือ GDP ของอังกฤษ(GBP) ตัวเลขออกมามากกว่าที่ตัวเลขที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์เอาไว้จะส่งผลให้ กราฟของ GBP/USD , GBP/JPY,GBP/CHF ขึ้น และกราฟ EUR/GBP จะลง

ระดับความสำคัญของปฏิทินเศรษฐกิจ
1. สำคัญมาก
ชื่อ ก็บอกอยู่ แล้วว่าสำคัญมาก ซึ่งจะเป็นข่าวและตัวเลขที่มีผลกระทบกับค่าเงินของประเทศนั้น ๆ อย่างแรง เมื่อตัวเลขประกาศแล้ว จะมีปริมาณการซื้อขายที่สูงมาก ๆ ซึ่งจะส่งผลอยู่ประมาณ 5 – 10 นาที เราอาจจะได้เห็นกราฟเป็นแท่งยาว ๆ ทั้งขึ้น และ ลง ในเวลาเดียวกัน

2. สำคัญ
อันนี้ก็ สำคัญ ก็จะส่งผลกระทบกับตลาดเงินมากแต่น้อยกว่า “สำคัญมาก” อยู่นิดนึง ซึ่งก็จะส่งผลให้มีกราฟยาว ๆ (แต่ขนาดของแท่งจะสั้นกว่าแบบแรก)

3. ทั่วไป
อัน นี้จะเป็นข่าวเศรษฐกิจทั่ว ๆ ไป มีผลบ้างเล็กน้อยถึงปานกลาง หากประกาศวันเดียวกับ 2 ตัวบน อาจจะไม่ส่งผลอะไรสำคัญเลย แต่ถ้าประกาศตัวเดียว โดด ๆ อาจมีผลบ้างโดยหากสวนทางกับ 2 ตัวข้างบนอาจทำให้ตลาดนำข่าวนี้มาเล่นได้ เพราะจะเป็นตัววัดอย่างหนึ่งว่า ตัวเลขอื่นอาจจะหลอกลวงได้

คราวนี้ตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศนั้นเกี่ยวอะไรกับราคาทองคำ โดยปกติราคาทองคำจะขึ้นอยู่กับ
1. อัตราแลกเปลี่ยนของ USD
2. ราคาน้ำมัน
3. ราคาของโลหะพื้นฐาน และ โลหะอื่น พวก ทองแดง เงิน แพตตินั่ม พาลาเดียม
4. อื่น ๆ (ยังนึกมะออกจ้ะ)

คราวนี้ตัวเลขที่ประกาศจะกระทบกับ 2 อย่างตรงๆ คือ อัตราแลกเปลี่ยน กะราคาน้ำมัน แล้ว 2 ตัวนี้มีความเกี่ยวข้องกะราคาทองคำอย่างไร?
1. อัตราแลกเปลี่ยน โดยปกติ ถ้าไม่มีข่าวอย่างอื่น (หมายถึงพวกข่าวก่อการร้าย ภัยธรรมชาติ ฯลฯ) ที่มีน้ำหนักมากกว่า อัตราแลกเปลี่ยนก็จะมีผลตรง ๆ โดยไม่มีอย่างอื่นมาทำให้ราคาเพี้ยนไปจากเดิม โดยปกติแล้ว ทองคำจะขึ้นเมื่อ USD อ่อนค่า และ ทองคำจะลง เมื่อ USD แข็งค่า แล้วคำที่ว่าอ่อนค่า กับ แข็งค่า เนี่ย เค้าเทียบกะสกุลไหนบ้าง โดยปกติแล้วจะดูที่ 2 สกุลใหญ่ ชื่อ JPY และ EUR หากสองอันนี้ไปในทิศทางเดียวกัน ก็แสดงว่า USD อ่อน หรือ แข็งจริง ๆ จ้ะ

2. ราคาน้ำมัน จะเป็นตัวช่วยดัน หรือ ฉุด ราคาทองคำในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมัน
เอาละ. มาดูกันว่าโดยปกติปฏิทินเศรษฐกิจที่เค้าขยันประกาศตัวเลขกันมีอะไรบ้าง (มันอาจจะไม่ครบทุกอย่างนะ)

ระดับที่เรียกว่าสำคัญมาก.
ลำดับชื่อในปฏิทิน
1 Non farm Payrolls
2 Unemployment Rate
3 Trade Balance
4 GDP ( Gross Domestic Production )
5 PCE Price Deflator ( Personal Consumption Expenditure)
6 CPI ( Consumer Price index )
7 TICS ( Treasury International Capital System )
8 FOMC ( Federal open Market committee meeting )
9 Retail Sales
10 Univ. Of Michigan Consumer Sentiment Survey
11 PPI ( Producer Price Index )

ระดับที่เรียกว่าสำคัญ.
ลำดับชื่อในปฏิทิน
12 Weekly Jobless Claims
13 Personal Income
14 Personal spending
15 BOE Rate Decision ( Bank Of England )
16 ECB Rate Decision ( Europe Central Bank )
17 Durable Goods orders
18 ISM Manufacturing Index ( Institute of Supply Manager )
19 Philadelphia Fed. Survey
20 ISM Non-Manufacturing Index
21 Factory Orders
22 Industrial Production & Capacity Utilization
23 Non-Farm Productivity
24 Current Account Balance
25 Consumer Confidence ( Consumer Sentiment )
26 NY Empire State Index – ( New York Empire Index )
27 Leading Indicators
28 Business Inventories
29 IFO Business Index ( Institute of IFO in Germany )

ระดับปานกลางถึงทั่วไป โดยมากใช้เป็นตัววัดพื้นฐาน.
ลำดับชื่อในปฏิทิน
30 Housing Starts
31 Existing Home sales
32 New Home Sales
33 Auto and Truck sales
34 Employee Cost Index – Labor Cost Index
35 M2 Money Supply – Money Cost
36 Construction Spending
37 Treasury Budget
38 Weekly Chain Stores – Beige Book -Red Book
39 Whole Sales Trade
40 NAPM ( National Association of Purchasing Management)

กลุ่มสำคัญมาก
Trade Balance
โดย ปกติประกาศทุกวันที่ 20 ของเดือน ซึ่งจะเป็นข้อมูลของ 2 เดือนก่อนหน้านี้ โดยการประกาศจะบอกให้รู้ถึงทิศทางของการส่งออกและการนำเข้า ซึ่งตัวเลข Trade Balance จะสามารถคาดคะเนตัวเลข GDP ในอนาคตได้ ตัวเลข Trade Balance จะนำค่าตัวเลข Export ลบกับ ตัวเลข Import หากผลที่ออกมามีค่าเป็น + จะหมายถึงเศรษฐกิจที่ดี และมีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย

Gross Domestic Product หรือ GDP
จะ ประกาศทุก ๆ สัปดาห์ที่ 3 หรือ 4 ของเดือน โดย GDP คือตัววัดที่กว้างที่สุดเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจ การที่ตัวเลข GDP เปลี่ยนแปลงไปจะหมายถึงความเปลี่ยนแปลงของอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งจะบ่งบอกเกี่ยวพันถึงอัตราเงินเฟ้อ การที่ตัวเลข GDP เพิ่มขึ้นจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย

Personal Consumption Expenditure หรือ (PCE)
ประกาศ ทุกๆ วันแรกของการทำงานของเดือน โดย PCE จะบอกถึงการอุปโภคบริโภคของภาคครัวเรือน โดย PCE จะบ่งบอกถึงความสามารถในการจับจ่ายของภาคครัวเรือน โดยตัวเลข PCE ที่สูงจะบ่งบอกถึงเศรษฐกิจที่เติบโต ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Consumer Price Index หรือ CPI
ประกาศ ทุกๆ วันที่ 13 ของเดือน โดย CPI จะเป็นตัววัดเกี่ยวกับระดับราคาของสินค้าและบริการที่ซื้อโดยผู้บริโภค CPI ที่เห็นประกาศกันจะมี CPI กับ Core CPI ซึ่งต่างกันตรงที่ว่า Core CPI จะไม่รวม ภาคอาหารและ ภาคพลังงานโดยปกติ CPI จะเป็นตัวที่บ่งบอกถึงอัตราเงินเฟ้อ โดยตัวเลข CPI ที่สูงจะเป็นตัววัดเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่สูง ซึ่งจะทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลง

Treasury International Capital System หรือ TICS
ประกาศ ทุกวันที่ 5 ของการทำงานในแต่ละเดือน โดย TIC จะรวบรวมข้อมูลของ US เพื่อดูว่าการลงทุนของคน US และ คนต่างชาติเป็นอย่างไรบ้าง โดยหากข้อมูล TICS เป็นตัวเลขที่สูงจะหมายถึงเศรษฐกิจของ US ที่แข็งแกร่งซึ่งมีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Federal Open Market Committee หรือ FOMC
จะ ประชุมเมื่อไร ไม่มีตายตัวแน่นอน แล้วแต่เค้าจะนัดกัน โดยการประชุมจะดูภาพรวมและผลของการประชุมที่สนใจกันคือเรื่องของอัตรา ดอกเบี้ย การปรับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Retail Sales
ประกาศ ทุกวันที่ 13 ของเดือน ซึ่งจะเป็นข้อมูลของเดือนที่แล้ว โดยจะวัดจากใบเสร็จของการค้าปลีก ซึ่งโดยปกติจะมองในภาพของสินค้า ซึ่งจะไม่สนใจเรื่องของบริการ และอื่น ๆ (เช่นพวกค่าเบี้ยประกัน หรือค่าทนาย) Retail Sales ที่ไม่รวมการซื้อรถ จะเรียกว่า Core Retail Sales โดยการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขการขายจะหมายถึงราคาที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้หมายถึงความต้องการซื้อที่ลดลง การที่ตัวเลข Retail Sales มีตัวเลขที่สูงหมายถึงเศรษฐกิจที่ดีและแข็งแกร่ง ซึ่งมีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

University of Michigan Consumer Sentiment Index
ออก ทุกวันศุกร์ที่สองของเดือน โดย Michigan Index จะเปรียบเทียบระหว่างดัชนีสองตัวคือ สิ่งที่คาดหวัง และ สิ่งที่เป็นไปจริง ๆ ถ้าสิ่งที่คาดหวังไว้และสิ่งที่เป็นจริงมีค่าใกล้เคียงกัน หมายถึงเศรษฐกิจเป็นไปในแนวทางเดียวกับที่หวังไว้ ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Producer Price Index หรือ PPI
ประกาศ แถว ๆ วันที่ 11 ของเดือนซึ่งจะเป็นข้อมูลของเดือนก่อน PPI จะเป็นตัววัดราคาของสินค้าในมุมมองของการค้าส่ง PPI ที่ไม่รวมพวกอาหารและพลังงานจะเรียกว่า Core PPI ซึ่งจะถูกจับตามองมากกว่า เพราะจะมีผลกับอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจาก PPI จะเป็นตัวที่ออกมาก่อน CPI หาก PPI มีค่าสูงมักจะทำให้ CPI มีค่าที่สูงตามไปด้วย ดังนั้นการที่ PPI มีค่าสูงจะทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลง

กลุ่มสำคัญ
Initial Weekly Jobless Claims
ประกาศ ทุกวันพฤหัส จะเป็นข้อมูลของสัปดาห์ปัจจุบันรวมถึงวันศุกร์ที่แล้วด้วย ซึ่งจะบอกถึงการว่างงาน โดยปกติจะสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้จากข้อมูลก่อนหน้าย้อนหลังไปราว ๆ 4 สัปดาห์ แล้วมาทำเป็นกราฟ ทั่วไปแล้วหากมีความเปลี่ยนแปลงเกิน 30,000 จะเป็นสัญญาณบอกถึงการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไป (อาจจะดีขึ้นหรือแย่ลง) ตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นหมายถึงคนว่างงานที่มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินอ่อนค่าลง

Personal Income
ประกาศ แถว ๆ วันที่ 5 ของการทำงานในแต่ละเดือน Personal Income เป็นตัววัดเกี่ยวกับรายได้ (ไม่สนว่าจะได้มาจากไหน เช่นพวก ค่าเช่า, ได้มาจากรัฐ, เงินเดือน, ดอกเบี้ย หรืออื่น ๆ) โดยตัวนี้จะเป็นตัวชี้ถึงความต้องการในการบริโภคในอนาคต (แต่ไม่เสมอไปนะ เพราะบางทีรายได้ที่มากขึ้น แต่คนอาจจะไม่จับจ่ายใช้สอยก็ได้) ตัวเลข Personal Income ที่สูงจะหมายถึงอำนาจในการซื้อและเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเศรษฐกิจน่าจะดี ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Personal Spending
ประกาศ แถว ๆ วันแรกของการทำงานของเดือน ซึ่งจะเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อนหน้า Personal Spending จะเป็นตัวเลขเกี่ยวกับรายจ่ายของบุคคล การจับจ่ายที่ลดลงจะหมายถึงรายได้ที่ลดลง ซึ่งจะทำให้กระแสเงินโดยรวมลดลง (แต่ก็เช่นเดียวกับ Personal Income บางทีการจ่ายลดลงไม่ได้หมายถึงรายได้ที่ลดลง แต่อาจจะไม่อยากจะจับจ่ายก็เป็นได้) ตัวเลขการจับจ่ายที่มากขึ้น จะเป็นสัญญาณที่บ่งว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Europe Central Bank (ECB), Bank Of England (BOE), Bank Of Japan (BOJ)
การ ประกาศตัวเลขอัตราดอกเบี้ยของประเทศต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ US จะทำให้ค่าเงินของประเทศนั้น ๆ เปลี่ยนแปลงไป โดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น โดยปกติการปรับอัตราดอกเบี้ยจะคำนึงถึง 2 อย่างคือ

– อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (อาจจะอ่อนไป หรือแข็งไป)
– อัตราเงินเฟ้อ และเงินฝืด

ECB ประกอบไปด้วย 25 ประเทศในยุโรป คือ Italy, France, Luxembourg, Belgium, Germany, Netherlands, Denmark, Ireland, United Kingdom, Greece, Spain, Portugal, Austria, Finland, Sweden, Czech Republic, Estonia, Cyprus, Latvia, Lithuania, Hungary, Malta, Poland, Slovakia และ Slovenia

Durable Goods Orders
ประกาศ แถว ๆ วันที่ 26 ของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของเดือนก่อน โดยจะเป็นตัววัดปริมาณของการสั่งสินค้า การส่งสินค้า โดยจะเป็นตัววัดถึงภาคการผลิต ซึ่งหากว่าเศรษฐกิจมีปัญหาจะส่งผลให้ปริมาณการสั่งสินค้าลดลง ตัวนี้จะเป็นเหมือนตัวบอกถึง GDP และ PDE การที่ตัวเลข Durable Goods Orders มีค่าที่มากขึ้น จะบ่งบอกถึงเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Institute of Supply Management หรือ ISM

ออก ทุกวันแรกของการทำงานของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อนหน้า ตัวนี้จะเป็นตัวที่บ่งบอกถึงภาคการผลิต ซึ่งรวบรวมข้อมูลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับ การสั่งซื้อสินค้าใหม่, การผลิต, การจ้างงาน, สินค้าคงคลัง, เวลาในการขนส่ง, ราคา, การส่งออก และการนำเข้า การที่ตัวเลข ISM มีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจะแสดงถึงเศรษฐกิจที่ดี และสามารถทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นได้

Philadelphia Fed Survey
ออก ราว ๆ วันแรกของการทำงานของเดือน ซึ่งจะเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อนหน้า โดยการสำรวจนี้จะมองมุมกว้างในทิศทางของภาคการผลิต ซึ่งจะมีความสัมพันธ์ร่วมกับ ISM ที่มองเป็นลักษณะของการผลิตเป็นตัว ๆ ไป โดย Philadelphia Fed Survey จะบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของยุทธวิธีของผู้ผลิต ประกอบด้วย ชั่วโมงการทำงาน, พนักงาน และอื่น ๆ ซึ่งตัววัดตัวนี้มีความสำคัญมากในระบบเศรษฐกิจ การที่ตัวเลขเพิ่มขึ้นจะทำให้ค่าเงินแข็งขึ้น

ISM Service Index หรือ Non-Manufacturing ISM
ออก ราว ๆ วันที่สามของการทำงานของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อน ซึ่งเป็นการสำรวจของกลุ่ม การเงิน, ประกันภัย, อสังหาริมทรัพย์, สื่อสาร และ ทั่วไป การที่ตัวเลข ISM เพิ่มขึ้นหมายถึง demand ที่เพิ่มขึ้น และทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Factory Orders
ออก ราว ๆ วันแรกของการทำงานของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อน Factory Order เป็นการวัดการสั่งสินค้าทั้งหมด การสั่งสินค้าที่สูงหมายถึง demand ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Industrial Production
ออก ราว ๆ กลางเดือน เป็นข้อมูลย้อนหลัง 1 เดือน ซึ่งเป็นตัววัดว่าการผลิตของอุตสาหกรรมได้ผลออกมาจริง ๆ เท่าไร การที่ตัวเลขออกมาสูงขึ้นหมายถึง demand ที่เพิ่มขึ้น มีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Non-Farm Productivity
ออก ราว ๆ วันที่ 7 ของเดือนที่ 2 ของ ควอเตอร์ เป็นข้อมูลของควอเตอร์ที่แล้ว อันนี้เป็นตัววัดของผลงานของคนงานและต้นทุนในการผลิตของสินค้า ในสถาวะที่เงินเฟ้อมีความสำคัญตัวเลขนี้ สามารถที่จะทำให้ตลาดเคลื่อนไหวได้ โดยถ้าตัวเลขที่ลดลงสามารถบอกถึงอนาคตที่เปลี่ยนไป เช่นตัวเลข GDP ที่ดี แต่ถ้าตัวเลขนี้ขัดกันก็สามารถทำให้ตลาดมีผลกระทบได้ การที่ตัวเลข Non-Farm Productivity เพิ่มขึ้นหมายถึงการยืนยันในเรื่องของพื้นฐานของเศรษฐกิจที่ดี และส่งผลให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

การลงทุนในตัวเลือกไบนารี
Leave a Reply

;-) :| :x :twisted: :smile: :shock: :sad: :roll: :razz: :oops: :o :mrgreen: :lol: :idea: :grin: :evil: :cry: :cool: :arrow: :???: :?: :!: