การค้ากับเงินทุนต่ำ 2020

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

Contents

การซื้อขายด้วยเงินทุน & ต่ำ

Table of Contents

คุณต้องการที่จะรู้ว่าการแลกเปลี่ยนกับเงินทุนเริ่มต้นขนาดเล็กและยอดเงินทำงาน? -แล้วคุณได้มาถึงสถานที่ที่เหมาะสม ผู้เริ่มต้นหลายคนถามตัวเองคำถาม: เงินทุนเมล็ดพันธุ์ที่เราควรเริ่มต้นการซื้อขายด้วย? นี้จะทำให้ผู้ค้าจำนวนมากไม่ปลอดภัยเมื่อมันมาถึงการเปิดบัญชีสดครั้งแรกของพวกเขาเพราะผู้ค้ามักจะต้องการที่จะเริ่มต้นโดยการซื้อขายเงินจริงที่มีจำนวนน้อยมาก. ในข้อความต่อไปนี้เราจะแสดงคำแนะนำที่สมบูรณ์เกี่ยวกับวิธีการเทรดด้วยจำนวนเงินลงทุนขนาดเล็ก

การซื้อขายออนไลน์ทำงานกับบัญชีขนาดเล็กหรือไม่?

การซื้อขายออนไลน์ที่มีจำนวนน้อยทำงานเช่นเดียวกับการซื้อขายที่มีจำนวนมาก. ขอขอบคุณที่ Forex และการซื้อขาย CFD, การซื้อขายมีอยู่แล้วกับเดิมพันตั้งแต่ไม่กี่ยูโรไปเซ็นต์. บัญชีที่มีเงินฝากขนาดเล็กไม่กี่ยูโรสามารถเปิดได้แล้ว หลาย brokers เสนอบัญชีเงินจริงเปิดอยู่แล้วจาก $๐หรือไม่กี่ $๑๐๐

เราขอแนะนำให้ผู้ประกอบการค้าที่ต้องการเริ่มต้นด้วยเงินทุนเริ่มต้นและจำนวนเงินขนาดเล็กที่จะเริ่มต้นด้วยการซื้อขาย Forex และ/หรือ CFD ผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆต้องมีทุนสูงกว่าหลายพันดอลล่าร์ จำนวนการซื้อขาย Forex และ CFD ต่ำสุดที่ใช้โดยเทรดเดอร์มักอยู่ในช่วง $๑๐-$๕๐ ที่นี่เลเวอเรจของผลิตภัณฑ์ทางการเงินและแพลตฟอร์มการซื้อขายมีบทบาทชี้ขาด

บัญชีเซ็นต์สำหรับการซื้อขายฟอเร็กซ์และ CFD

ผู้ให้บริการน้อยมากและ brokers นำเสนอบัญชีที่เรียกว่าเซ็นต์ ในบัญชีเหล่านี้ขนาดของตำแหน่งปกติจะถูกหารด้วย๑๐๐ ดังนั้นพวกเขาจึงค้ากับขนาดของตำแหน่งปกติแต่เหล่านี้เป็นเพียงมูลค่า1/100 นี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการที่จะลงทุนกับเพียงไม่กี่เซ็นต์. ในข้อความต่อไปนี้เราจะแนะนำคุณให้กับผู้ให้บริการที่เหมาะสม

การซื้อขายด้วยบัญชีขนาดเล็กเป็นไปได้:

  • การเทรดเป็นไปได้ด้วยการใช้เพียงไม่กี่เซ็นต์
  • เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ทำงานด้วยเพียงไม่กี่ยูโร
  • เกือบทุกสินทรัพย์ที่มีให้คุณผ่านทาง CFD (ความแตกต่างของสัญญา)

ซึ่งโบรกเกอร์เสนอการซื้อขายกับเงินทุนเริ่มต้นขนาดเล็ก?

ขอบคุณที่จะเติบโตการแข่งขันและอินเทอร์เน็ต๙๐ของโบรกเกอร์ออนไลน์วันนี้มีการเปิดบัญชีกับเงินทุนเมล็ดพันธุ์ขนาดเล็กมาก คุณสามารถเปิดบัญชีจริงได้จากน้อยที่ $๐หรือเพียงแค่ลองแพลตฟอร์มการซื้อขายในบัญชีทดลองฟรี ความเป็นไปได้ในการจ้างงานที่ปรับตัวเป็นจริงไม่มีที่สิ้น.

ทดสอบหนึ่งในผู้ให้บริการแนะนำของเราในขณะนี้:

โบรกเกอร์: รีวิว: กระจาย: ประโยชน์: เปิดบัญชี:
1. ตัวเลือก IQ (5 / 5)
อ่านความคิดเห็น
เริ่มต้น๑.๐ pips + ตัวเลือก & FX
+ แพลตฟอร์มที่ดีที่สุด
+ เริ่มต้นด้วย $๑๐
2. (5 / 5)
อ่านความคิดเห็น เริ่มต้น๐.๓ pips + ข้อเสนอส่วนบุคคล
+ สัญญาณการซื้อขาย
+ บริการส่วนบุคคล 3. XM (5 / 5)
อ่านความคิดเห็น เริ่มต้น๐.๐ pips + $๓.๕ค่าคอมมิชชั่นต่อ 1 lot + เงื่อนไขที่ดี
+ ๑,๐๐๐สินทรัพย์
+ บริการส่วนบุคคล

บัญชีเชนกับ Roboforex

บัญชีเงิน Roboforex ตัวอย่างเช่นเหมาะสำหรับเงินฝากขั้นต่ำเท่านั้น $๑๐ ความเสี่ยงที่จะแบ่งออกเป็นไม่กี่เซ็นต์เพราะการปรับขนาดของตำแหน่งอยู่ในช่วงร้อย. ในหลักการ $๑๐จะมีการจัดการเงินฝากเป็น $๑๐๐๐เงินฝาก มีแล้ว๑๐๐๐ Dollarcents.

บัญชี Cent กับ RoboForex

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

เลือกจากคู่สกุลเงินและโลหะมากกว่า๓๖ ไม่สามารถซื้อขาย CFD ในสินค้าโภคภัณฑ์และหุ้นได้ อย่างไรก็ตามเลเวอเรจสูงถึง1:2000 สามารถใช้ได้ โดยรวมแล้วบัญชีนี้เป็นโอกาสที่ดีในการเทรดปริมาณน้อยมาก อย่างไรก็ตามค่าธรรมเนียมการซื้อขายสูงกว่าบัญชีปกติ

ข้อเท็จจริงของบัญชีเซ็นต์:

  • การค้าที่มีความเสี่ยงไม่กี่เซ็นต์
  • ฝากขั้นต่ำ $๑๐
  • ๓๖คู่สกุลเงินและโลหะ
  • นายหน้าออนไลน์ที่มีการควบคุมและปลอดภัย
  • ฝากและถอนเงินได้ง่าย

การซื้อขายด้วยเงินน้อย-เคล็ดลับและเทคนิค:

เมื่อซื้อขายกับบัญชีขนาดเล็กคุณควรพิจารณาปัจจัยที่สำคัญบางอย่างซึ่งเรานำเสนอให้คุณในประเด็นต่อไปนี้ ผู้ค้าบัญชีขนาดเล็กมักจะทำผิดพลาดเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำอีก

เคล็ดลับและเทคนิค:

  1. ผู้ค้าจำนวนมากมีแนวโน้มที่จะค้าตำแหน่งขนาดใหญ่ที่สัมพันธ์กับขนาดบัญชี. แม้จะมีบัญชีผู้ใช้ขนาดเล็กให้ความสนใจกับการจัดการเสี่ยงที่เหมาะสมของ 1-2 ของบัญชีทั้งหมดต่อตำแหน่ง
  2. เลเวอเรจมากเกินไปอาจเป็นอันตรายกับบัญชีขนาดเล็ก การใช้เลเวอเรจที่ใหญ่ขึ้น (ตัวคูณ) ความเสี่ยงที่สูงขึ้นสามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม, เทรดเดอร์ในที่สุดกำหนดขนาดของตำแหน่งตัวเอง.
  3. หากคุณไม่สามารถจัดการบัญชีขนาดเล็กคุณอาจจะไม่สามารถจัดการบัญชีที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้
  4. การเทรดด้วยบัญชีขนาดเล็กจะใช้เวลามากเท่ากับการเทรดด้วยบัญชีขนาดใหญ่

ฝากและถอนเงินสำหรับบัญชีเงินทุนต่ำ

ใช้บัญชีซื้อขายที่มีวิธีการชำระเงินที่รู้จัก (โอนผ่านธนาคาร, PayPal, บัตรเครดิตและอื่นๆอีกมากมาย) โบรกเกอร์มักจะไม่คิดค่าธรรมเนียมในการฝากและถอนเงิน

ในกรณีส่วนใหญ่การฝากเงินทำงานในเวลาจริงและการถอนจะดำเนินการภายใน24ชั่วโมง คุณมักจะสามารถเข้าถึงเงินทุนของคุณที่โบรกเกอร์, เพื่อที่จะพูด.

  • ใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการพิมพ์โดยตรง
  • การควบคุมและการรักษาความปลอดภัย brokers จ่ายเงินภายในไม่กี่ชั่วโมง
  • ในกรณีส่วนใหญ่ไม่มีค่าธรรมเนียมสำหรับการทำธุรกรรมของคุณ
  • บางครั้งเงินฝากขั้นต่ำจะขึ้นอยู่กับวิธีการชำระเงิน

รายการตรวจสอบสำหรับเงินฝากขั้นต่ำ:

คุณต้องการที่จะเริ่มต้นการซื้อขาย? จากนั้นอ่านรายการตรวจสอบสั้นๆของฉัน นอกจากนี้เรายังสามารถแนะนำ10 เคล็ดลับการซื้อขายที่ดีที่สุดของเราเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดและการสูญเสีย

1. ลงทุนเฉพาะทุนที่คุณสามารถจะสูญเสีย

การซื้อขายอาจมีความเสี่ยงมาก ตลาดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เริ่มต้นทำให้จำนวนมากของความผิดพลาดและได้รับประสบการณ์ เทรดเดอร์ควรลงทุนในคาดเดาเพียงเงิน, ซึ่งเขายังสามารถสูญเสีย.

2. เรียนรู้ที่จะจัดการกับเงินทุนเริ่มต้นขนาดเล็ก

3. ใช้การจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม

จากประสบการณ์ของเราการจัดการความเสี่ยงเป็นปัญหาที่สำคัญมาก เราได้สูญเสียเงินจำนวนมากเนื่องจากการจัดการความเสี่ยงที่ไม่ถูกต้อง. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าการลงทุนเป็นเพียงร้อยละน้อยของเงินทุนทั้งหมด ความเสี่ยงสูงเกินไปมีผลทางอารมณ์ที่แข็งแกร่งมากต่อผู้คน

คุณสามารถเสียเงินมากกว่าเงินฝากของคุณหรือไม่?

ผู้เริ่มต้นหลายคนที่ถูกต้องถามว่าคุณสามารถสูญเสียมากกว่าที่คุณฝากจริงเมื่อการซื้อขายออนไลน์ ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เป็นไปได้เนื่องจากภาระผูกพันที่จะทำให้เงินฝากเพิ่มเติม ขณะนี้๙๙ของโบรกเกอร์ที่ถูกควบคุมในยุโรปและต่างประเทศจะมีการป้องกันยอดคงเหลือในบัญชีที่เป็นลบ เพื่อที่จะได้รับความสมดุลของบัญชีในสถานะลบ, คุณต้องการการจัดการที่น่าเศร้าและสถานการณ์ตลาดมาก.

สรุป: การซื้อขายด้วยเงินน้อยและเงินฝากเป็นไปได้

สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมากลายเป็นบรรทัดฐาน ด้วยโบรกเกอร์ที่แนะนำบนออนไลน์คุณสามารถเริ่มต้นเทรดด้วยเงินทุนเริ่มต้นขนาดเล็กได้ พวกเขาให้คุณเลือกมากมายของผลิตภัณฑ์ทางการเงิน.

สรุป: ในประสบการณ์ของเราการซื้อขายกับเงินทุนขนาดเล็กต้องให้ความสนใจเหมือนกับเมืองหลวงขนาดใหญ่ มีเพียงหนึ่งความแตกต่างระหว่างตัวเลขเท่านั้น ผู้ประกอบการที่มีกำไรทุกคนสามารถทำกำไรได้แม้จะมีจำนวนน้อย

เงินบาทจะแข็งค่าต่อเนื่อง คาดสิ้นปี 2020 จะอยู่ในกรอบ 29.5-30.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

EIC ประเมิน เงินบาทไทยในปี 2020 จะเผชิญแรงกดดันแข็งค่าต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่น้อยลง โดยสิ้นปี 2020 เงินบาทจะอยู่ในกรอบ 29.5-30.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

เนื่องจาก ไทยยังเผชิญปัจจัยโครงสร้างที่ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลในระดับสูง ความต้องการลงทุนในต่างประเทศยังต่ำ ทำให้มีความต้องการเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐในปริมาณมาก

เงินบาทช่วงสิ้นปีที่ผ่านมาแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งแบงก์ชาติกล่าวว่าการแข็งค่าอย่างรวดเร็วนี้เป็นผลจากสภาพคล่องในตลาดเงินอยู่ในระดับต่ำในช่วงวันหยุดเทศกาล ทำให้การทำธุรกรรมซื้อขายเงินตราไม่สมดุล

EIC ปรับมุมมองค่าเงินบาท ณ สิ้นปี 2020 อยู่ในกรอบ 29.5-30.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ​ จากคาดการณ์เดิมไตรมาสก่อนอยู่ที่ 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

โดยค่าเงินบาทปี 2020 เฉลี่ยอยู่ที่ 31.05 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น 4.1% จากปี 2020 ขณะที่ดัชนีค่าเงินบาทในปี 2020 เฉลี่ยอยู่ที่ 123.2 ปรับแข็งค่าขึ้น 6.6% จากปี 2020 สำหรับปี 2020 เงินบาทมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านแข็งค่าอยู่ต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่น้อยลงจากปี 2020

ปัจจัยที่ทำให้เงินบาทจะแข็งค่าเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ

ดุลบัญชีเดินสะพัดไทยในปี 2020 จะยังเกินดุลสูง

เนื่องจาก 1) มูลค่าการส่งออกและนำเข้าปี 2020 มีแนวโน้มทรงตัวจากปีก่อน 2) ภาคการท่องเที่ยวจะยังขยายตัวแม้ในอัตราที่ชะลอลง 3) การลงทุนในประเทศจะยังซบเซา การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยแม้จะชะลอลงแต่เกินดุลในระดับสูงประมาณ ​6% ต่อ GDP (ปี 2020 อยู่ที่ 6.3%)

การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง เงินทุนสำรองต่อหนี้ต่างประเทศที่มาก จะยังทำให้เงินบาทมีสถานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยของภูมิภาค (regional safe haven) ต่อไป ทำให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงน้อยกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาคในช่วงที่ความเชื่อมั่นลดลง

EIC มองว่า การเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีนมีความคืบหน้า เป็นปัจจัยที่ลดความเสี่ยงด้านต่ำของภาคส่งออกและเศรษฐกิจโดยรวมของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในเอเชียอย่างมีนัยสำคัญ ส่วน Brexit ก็ดีขึ้นเช่นกัน หลังพรรค Conservative ชนะ ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มปรับลดลงในปี 2020 ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนปรับสูงขึ้น และมีเงินทุนไหลกลับเข้ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ได้

EIC มองว่า เวลาเศรษฐกิจโลกปรับแย่ลง จะทำให้มีความต้องการถือเงินดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นสกุลเงินหลักของโลก มีความเสี่ยงต่ำ เมื่อเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็ลดลง ทำให้ความต้องการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐปรับลดลงมา EIC มองว่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะไม่อ่อนค่าลงมากนัก

การผ่อนคลายนโยบายการเงิน เช่น การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีส่วนช่วยให้อัตราแลกเปลี่ยนของประเทศนั้นๆ อ่อนค่าลงได้

อย่างไรก็ดี ขีดความสามารถในการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของแบงก์ชาติมีข้อจำกัดมากขึ้นเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ความสามารถในการดูแลค่าเงินบาทผ่านช่องทางนี้ลดลง

ไทยเสี่ยงที่อาจถูกจัดเป็นประเทศผู้บิดเบือนค่าเงิน ทำให้แบงก์ชาติอาจไม่สามารถดูแลค่าเงินได้มากเท่าในอดีต ดังนั้น โอกาสที่เงินบาทต้องเผชิญแรงกดดันด้านแข็งค่าจึงมีอยู่ต่อไป

ช่วงสงครามการค้าทวีความรุนแรง เงินหยวนปรับอ่อนค่าลงค่อนข้างมาก ทำให้สินค้าจีนได้เปรียบการแข่งขันด้านราคาต่อประเทศอื่น ที่ผ่านมา เงินบาทก็ปรับอ่อนค่าตามเงินหยวนในช่วงสงครามการค้าทวีความรุนแรง

เมื่อสงครามการค้ามีแนวโน้มลดความรุนแรงลง นักลงุทนเชื่อมั่นมากขึ้น เงินหยวนมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เงินบาทก็สามารถแข็งค่าขึ้นตามเช่นกัน

EIC ประเมินว่า การแข็งค่าเงินบาทในปี 2020 จะลดน้อยลงเมื่อเทียบปี 2020 โดยดุลบัญชีการเงินไทย อาจขาดดุลมากขึ้นเล็กน้อย แรงกดดันจากการขายทำกำไรทองคำมีแนวโน้มลดลง แนวโน้มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่างไทยและประเทศเศรษฐกิจหลักมีผลกระทบเล็กน้อย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

ฝ่าสมรภูมิสงครามการค้า 2020 บทสรุปจะอยู่ที่ตรงไหนในปี 2020 และโอกาสในวิกฤตของไทย

  • ในรอบปี 2020 ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีลักษณะเอาแน่เอานอนไม่ได้ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ซึ่งสร้างความไม่แน่นอน และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงห่วงโซ่อุปทาน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก
  • ถึงแม้ช่วงปลายปีจีนและสหรัฐฯ จะสามารถฝ่าทางตันด้วยข้อตกลงฉบับประวัติศาสตร์ แต่ในปี 2020 ซึ่งเป็นปีเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คาดว่าการค้าจะเป็นประเด็นใหญ่ในการหาเสียงของผู้สมัคร รวมถึงโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลให้สงครามการค้ายังมีแนวโน้มคุกรุ่น และฝุ่นตลบมากยิ่งขึ้น
  • สงครามการค้าเป็นมากกว่าการแข่งขันทางเศรษฐกิจ หากแต่เป็นเกมการเมือง และการต่อสู้ในหลายมิติของสองขั้วมหาอำนาจที่เป็นคู่แข่งกันทางยุทธศาสตร์ ด้วยเหตุนี้จึงมีแนวโน้มที่ความขัดแย้งจะขยายขอบเขต ยืดเยื้อ และพลิกสถานการณ์ไปมาตลอดทั้งปี 2020 เช่นเดียวกับที่ปรากฏให้เห็นในปีที่ผ่านมา
  • แต่กระนั้นในความผันผวนก็เป็นโอกาสของไทย หากเตรียมการรับมือไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก้าวต่อไปคือการบริหารความเสี่ยงให้เป็น และใช้จุดแข็งที่มีอยู่พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

แม้ตลอดปี 2020 มวยรุ่นซูเปอร์เฮฟวีเวตระหว่างสหรัฐฯ และจีนอาจมีพักยก สงบศึกการค้าเป็นบางช่วง หรือรอมชอมกันเรื่องมาตรการภาษีหลายครั้ง แต่ในภาพใหญ่ เรายังเห็นความคุกรุ่นของสงครามการค้าหลายระลอกที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงิน สะเทือนห่วงโซ่อุปทาน และสร้างแรงกระเพื่อมต่อระบบเศรษฐกิจโลกอย่างทั่วถึงกัน

เกือบทั่วโลกในทุกภูมิภาคต่างถูกลูกหลงจนเศรษฐกิจบอบช้ำ บ้างชะลอตัวจนเสี่ยงถดถอย บ้างเติบโตไม่เต็มศักยภาพและอาจซวนเซสู่ทิศทางขาลง ไม่รวมหลายประเทศที่กำลังฟื้นตัวจากวิกฤตการเงินรอบก่อน แต่เมื่อปีนถึงปากเหว กลับต้องเจอมรสุมและดำดิ่งสู่วังวนความถดถอยอีกระลอก

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้หั่นคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก (GDP) ในปี 2020 เหลือ 3.4% จาก 3.6% โดยปัจจัยสำคัญคือสงครามการค้าที่ยังสร้างความไม่แน่นอน และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อภาคการผลิตและการลงทุนทั่วโลก

ความกังวลนี้สะท้อนให้เห็นได้จากสปีชแรกของ คริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการกองทุน IMF คนใหม่ เธอเตือนว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกใกล้ถึงจุดหยุดนิ่งแล้ว เพราะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนสร้างความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยาวนานหนึ่งชั่วอายุคน ขณะที่บริษัทหลายแห่งที่เคยตั้งฐานผลิตสินค้าในจีนอาจมองหาทางเลือกอื่นๆ เพื่อหลีกหนีกำแพงภาษี

IMF มองว่า โมเมนตัมเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว จากทิศทางขาขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน สู่ทิศทางขาลงหรือภาวะชะลอตัวที่ฉุดรั้งโดยสงครามการค้าเป็นปัจจัยสำคัญ

นอกจากนี้การต่อสู้ขับเคี่ยวระหว่างสหรัฐฯ และจีน เพื่อช่วงชิงความเป็นเจ้าเทคโนโลยี 5G จะสร้าง ‘กำแพงเบอร์ลินดิจิทัล’ ขึ้น ซึ่งบีบให้ประเทศต่างๆ ต้องเลือกระบบเทคโนโลยีของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจเบอร์ 1 และ 2 ของโลกมีมากมายมหาศาล โดย IMF ประเมินคร่าวๆ ว่าอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าราว 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2020 หรือเทียบเท่าขนาดเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ทั้งประเทศเลยทีเดียว

เรามาประมวลดูว่าตลอดปี 2020 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปเกิดอะไรขึ้นบ้างในสมรภูมิการค้าระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ก่อนจะไปพยากรณ์ว่ามรสุมในปี 2020 จะเป็นเช่นไร และไทยควรเตรียมพร้อมรับมืออย่างไร เพื่อพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

จากสงครามการค้าที่ยืดเยื้อมาจากปี 2020 จีนและสหรัฐฯ ตกลงหันหน้าจับเข่าพูดคุย ซึ่งเป็นสัญญาณบวกตั้งแต่ต้นปี โดยผู้แทนการค้าของสองฝ่ายเริ่มเจรจาการค้าที่กรุงปักกิ่งในวันที่ 7 มกราคม ซึ่งถือเป็นการพบกันระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลครั้งแรกนับจากที่สหรัฐฯ และจีนตกลงสงบศึกการค้าชั่วคราวเป็นเวลา 90 วัน (จนถึงวันที่ 1 มีนาคม)

การเจรจาแบ่งเป็น 2 ประเด็นใหญ่ คือ ประเด็นการค้าที่ครอบคลุมปัญหาขาดดุลการค้าในบางเซกเตอร์ และประเด็นเชิงโครงสร้าง เช่น ปัญหาการบังคับถ่ายทอดเทคโนโลยีของฝ่ายจีน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และกำแพงการค้าที่ไม่ใช่ภาษี

ภายหลังการเจรจา กระทรวงพาณิชย์จีนออกแถลงการณ์ยืนยันว่า สองฝ่ายได้วางรากฐานเพื่อหาทางออกในประเด็นที่ต่างฝ่ายต่างวิตกกังวล ขณะที่สำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ระบุว่าจีนรับปากจะสั่งซื้อสินค้าในหมวดเกษตรกรรม พลังงาน อุตสาหกรรม รวมถึงบริการจากสหรัฐฯ แต่ปัญหาใหญ่ที่มีอยู่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งสองฝ่ายจะติดต่อสื่อสารกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

ช่วงปลายเดือน ผู้แทนจากสหรัฐฯ และจีนหารือกันต่อเป็นเวลา 2 วันที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งจีนเสนอซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ในปริมาณ 5 ล้านตัน ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าจะพบกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในเดือนกุมภาพันธ์

แม้ทรัมป์กลับลำ โดยระบุว่าจะไม่พบผู้นำจีนก่อนที่ข้อตกลงพักรบจะสิ้นสุดลงในวันที่ 1 มีนาคม

ทว่าต่อมาในช่วงกลางเดือน ตัวแทนจากสหรัฐฯ และจีนได้พบกันอีกครั้งที่เมืองหลวงของจีน โดยสีจิ้นผิงได้ต้อนรับคณะเจรจาจากวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณบวก โดยหลังเสร็จสิ้นการเจรจาครั้งนี้ สองฝ่ายตกลงกันว่าจะหารือกันต่อที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในสัปดาห์ถัดไป เนื่องจากยังมีความเห็นที่ไม่ลงรอยในหลายประเด็น

การหารือที่เมืองหลวงของสหรัฐฯ เป็นไปด้วยดี โดยทรัมป์ได้พบกับหลิวเหอ รองนายกรัฐมนตรีจีน พร้อมแสดงความเห็นที่เป็นบวกเกี่ยวกับข้อตกลงการค้า ซึ่งหลายวันให้หลัง ทรัมป์ประกาศว่าจะขยายเส้นตายข้อตกลงพักรบกับจีนออกไปจากวันที่ 1 มีนาคม เนื่องจากสองฝ่ายมีการเจรจาที่คืบหน้า

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ระบุวันเวลาของเส้นตายใหม่ แต่แสดงความคาดหวังว่าสีจิ้นผิงจะเดินทางไปเยือนรีสอร์ตตากอากาศมาร์อาลาโกของทรัมป์ในรัฐฟลอริดาในเดือนมีนาคม เพื่อเซ็นข้อตกลงการค้าระหว่างกัน

ผู้แทนของสองฝ่ายหารือกันที่กรุงปักกิ่งในช่วงปลายเดือนมีนาคม หลังจากที่ไม่ได้พบกันนานเกือบ 1 เดือน ซึ่งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะจัดตั้งกลไกติดตามการปฏิบัติตามข้อตกลงของจีน

ต่อมาสิ้นเดือน จีนได้ตัดสินใจขยายเวลาระงับมาตรการภาษีเพิ่มเติมกับยานยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ที่นำเข้าจากสหรัฐฯ หลังมีกำหนดบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน โดยก่อนหน้านี้จีนได้ใช้มาตรการตอบโต้โดยเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าเหล่านั้นที่อัตรา 25% จากระดับมาตรฐาน 15% แต่ได้ระงับไปในเดือนธันวาคม

การเจรจาการค้ารอบใหม่จัดขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทรัมป์พบหลิวเหอ รองนายกฯ จีนอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้สองฝ่ายกำหนดกรอบเวลาคร่าวๆ ว่า สหรัฐฯ และจีนจะทำข้อตกลงให้แล้วเสร็จภายใน 4 สัปดาห์

สตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ กับจีนตกลงกันที่จะจัดตั้งสำนักงานติดตามและบังคับคู่สัญญาให้ปฏิบัติตามข้อตกลงการค้า

ต่อมาช่วงปลายเดือน คณะเจรจาของสองฝ่ายได้หารือกันที่กรุงปักกิ่ง โดยมนูชินเผยในวันที่ 1 พฤษภาคมว่าการเจรจาครั้งนี้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์

ทรัมป์เตือนว่าสหรัฐฯ จะขึ้นภาษีศุลกากรกับสินค้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จากอัตรา 10% เป็น 25% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม มุ่งเป้าไปที่สินค้านำเข้าในบัญชีที่ 3 ซึ่งเริ่มเรียกเก็บที่อัตรา 10% ตั้งแต่เดือนกันยายน 2020 และเดิมมีกำหนดขึ้นภาษีเป็น 25% ในวันที่ 1 มกราคม 2020 แต่ได้ออกเลื่อนไปในภายหลัง

นอกจากนี้ทรัมป์ยังประกาศขึ้นภาษีกับสินค้ารายการใหม่อีกมูลค่า 3.25 แสนล้านดอลลาร์ ที่อัตรา 25% โดยให้เหตุผลว่าจีนพยายามแก้ไขเนื้อหาในข้อตกลง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จีนตอบโต้โดยประกาศขึ้นภาษีกับสินค้าอเมริกันมูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยมีผลในวันที่ 1 มิถุนายน ครอบคลุมผลิตภัณฑ์เนื้อวัว, เนื้อลูกแกะ, เนื้อหมู, ผัก, น้ำผลไม้, น้ำมันประกอบอาหาร, ชา, กาแฟ, ตู้เย็น และเฟอร์นิเจอร์

วันที่ 16 พฤษภาคม สหรัฐฯ ประกาศขึ้นบัญชีดำ Huawei บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมรายใหญ่ของจีน โดยห้ามบริษัทสหรัฐฯ ขายผลิตภัณฑ์หรือติดต่อธุรกิจกับ Huawei หากไม่ได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานสหรัฐฯ

จีนเริ่มเรียกเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าสหรัฐฯ ตั้งแต่ 10-25% ครอบคลุมมูลค่าการค้า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นสินค้าประเภทที่เก็บจากอัตรา 5% เป็น 10%, อัตรา 10% เป็น 20% และ 10% เป็น 25%

ช่วงกลางเดือน ทรัมป์และสีจิ้นผิงหารือกันทางโทรศัพท์ และตกลงกันที่จะพบกันบนเวทีประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ที่นครโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 28-29 มิถุนายน โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์ขู่ว่าจะขึ้นภาษีกับสินค้าจีนที่เหลืออีก 3 แสนล้านดอลลาร์ ครอบคลุมผลิตภัณฑ์โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และเสื้อผ้า ซึ่งมีการทำประชาพิจารณ์จนถึงวันที่ 2 กรกฎาคม

ต่อมากระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศขึ้นบัญชีดำบริษัทและองค์กรจีนอีก 5 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท Sugon, สถาบันเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ Wuxi Jiangnan, บริษัท Higon, บริษัท Chengdu Haiguang Integrated Circuit และบริษัท Chengdu Haiguang Microelectronics Technology โดยห้ามไม่ให้บริษัทอเมริกันขายชิ้นส่วนหรือส่วนประกอบให้บริษัทเหล่านี้หากรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่อนุมัติ

ช่วงปลายเดือน ความตึงเครียดเริ่มคลี่คลาย จีนและสหรัฐฯ ตกลงสงบศึกชั่วคราวเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีก่อนที่สองผู้นำจะหารือกันบนเวที G20 หลังจากนั้นสองฝ่ายยอมตกลงที่จะรื้อฟื้นการเจรจาระหว่างกัน นอกจากนี้ทรัมป์ยังประกาศผ่อนปรนมาตรการแบนการส่งออกสินค้าให้กับบริษัท Huawei ของจีน

คณะบริหารของทรัมป์ประกาศยกเว้นการเก็บภาษีอัตรา 25% กับสินค้าจีน 110 รายการ ซึ่งมีผลบังคับเป็นเวลา 1 ปีนับจากวันที่ 9 กรกฎาคม

นอกจากนี้ วิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยังเผยว่ารัฐบาลได้ออกใบอนุญาตให้บางบริษัทในสหรัฐฯ ค้าขายกับ Huawei ได้ หากไม่พบภัยคุกคามด้านความมั่นคง แต่ Huawei ยังคงอยู่ในบัญชีดำ (Entity List) ต่อไป

กลางเดือนกรกฎาคม ทรัมป์กลับมาขู่อีกครั้งว่าจะขึ้นภาษีสินค้าจีนมูลค่า 3.25 แสนล้านดอลลาร์

โรเบิร์ต ไลต์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ พร้อมด้วยสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลัง และหลิวเหอ รองนายกรัฐมตรีจีน หารือเป็นเวลา 2 วันที่นครเซี่ยงไฮ้ของจีน ซึ่งเป็นการพบปะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสองประเทศครั้งแรกนับตั้งแต่ซัมมิต G20 แต่ผลการเจรจาคืบหน้าเพียงน้อยนิด โดยสองฝ่ายตกลงกันที่จะประชุมกันอีกครั้งในเดือนกันยายน

การพูดคุยกันครั้งนี้โฟกัสไปที่ข้อตกลงการนำเข้าถั่วเหลือง, เนื้อหมู, เอทานอล และสินค้าเกษตรอื่นๆ จากสหรัฐฯ ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร Huawei

สิงหาคมตาต่อตา ฟันต่อฟัน

ทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีศุลกากรที่อัตรา 10% กับสินค้านำเข้ามูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน สืบเนื่องจากการเจรจาที่เซี่ยงไฮ้ได้ผลลัพธ์ไม่เป็นที่พอใจ ถึงแม้จีนยืนยันว่าจะนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นก็ตาม

มาตรการใหม่จะมีผลทำให้สินค้าส่งออกของจีนเกือบทั้งหมดที่มีปลายทางในสหรัฐฯ จะต้องถูกเรียกเก็บภาษี ซึ่งรวมไปถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเสื้อผ้า นอกจากนี้ทรัมป์ยังขู่ขึ้นภาษีสินค้าจีนที่ถูกเรียกเก็บไปก่อนหน้านี้ (มูลค่าการค้า 2.5 แสนล้านดอลลาร์) ในอัตราสูงสุด 25% หากจีนไม่รีบดำเนินการเพื่อให้บรรลุข้อตกลงการค้ากับฝ่ายสหรัฐฯ

จากนั้นวันที่ 6 สิงหาคม กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศตีตราว่าจีนเป็นประเทศปั่นค่าเงิน หลังสกุลเงินหยวนอ่อนค่าลงแตะระดับ 7 หยวนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปี โดยฝ่ายสหรัฐฯ มองว่าจีนพยายามควบคุมค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบในการส่งออก ซึ่งเป็นการตอบโต้มาตรการภาษีชุดใหม่ของทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางของจีนปฏิเสธว่าจีนไม่เคยใช้เงินหยวนเป็นเครื่องมือในการรับมือกับความขัดแย้งทางการค้า พร้อมยืนยันว่า อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินหยวนเคลื่อนไหวกลไกอุปสงค์อุปทานในตลาด

ในวันเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์จีนออกแถลงการณ์ว่า บริษัทจีนหลายแห่งได้ระงับการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ

ผ่านไปราว 1 สัปดาห์ สถานการณ์พลิกผันอีกครั้ง เมื่อ USTR ประกาศเลื่อนการบังคับใช้มาตรการภาษีชุดใหม่กับสินค้าจีนออกไปเป็นวันที่ 15 ธันวาคม แต่ของเดิมยังมีผลบังคับใช้ตามกำหนดการในวันที่ 1 กันยายน

วันที่ 23 สิงหาคม จีนประกาศเก็บภาษีกับสินค้าส่งออกของสหรัฐฯ มูลค่าการค้า 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นสินค้า 5,078 รายการ ที่จะถูกจัดเก็บภาษีที่อัตรา 5% และ 10% ซึ่งยังแบ่งเป็นการเรียกเก็บตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน และอีกส่วนเริ่มวันที่ 15 ธันวาคม

นอกจากนี้จีนยังอนุมัติมาตรการเก็บภาษีกับรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์นำเข้าที่อัตรา 5% และ 25% เริ่มตั้งวันที่ 15 ธันวาคม โดยก่อนหน้านี้จีนได้ยกเว้นภาษีส่วนนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม

วันที่ 26 สิงหาคม หลิวเหอ รองนายกฯ จีนในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาของปักกิ่ง ได้เรียกร้องให้ลดความตึงเครียดระหว่างกัน โดยระบุว่าสงครามการค้าที่เป็นอยู่ส่งผลเสียต่อทั้งสหรัฐฯ และจีน จากนั้นทรัมป์เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า สหรัฐฯ จะกลับเข้าโต๊ะเจรจากับจีน เนื่องจากจีนร้องขอและต้องการทำข้อตกลง

กันยายน – ฟ้องร้อง WTO

สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีกับสินค้าจีนมูลค่า 1.25 แสนล้านดอลลาร์ในวันที่ 1 กันยายน ครอบคลุมสินค้าประเภทรองเท้า, ผ้าอ้อม,​ อาหาร, สมาร์ทวอตช์, เครื่องล้างจาน และทีวีจอแบน

ขณะที่ฝ่ายจีนก็เริ่มเก็บภาษีกับสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงการเก็บภาษีน้ำมันดิบที่อัตรา 5%

2 กันยายน จีนยื่นหนังสือฟ้องร้องสหรัฐฯ ต่อองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อคัดค้านการเรียกเก็บภาษีที่มีผลต่อสินค้าส่งออกรวมมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์

ถัดมา 3 วัน สองฝ่ายตกลงกันที่จะเจรจากันรอบที่ 13 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในช่วงต้นเดือนตุลาคม

จากนั้นจีนประกาศรายชื่อสินค้าสหรัฐฯ 16 ชนิดที่ได้รับการยกเว้นภาษีเป็นเวลา 1 ปี จากวันที่ 17 กันยายน 2020 ถึง 16 กันยายน 2020 ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ยาฆ่าแมลง, อาหารสัตว์, สารหล่อลื่น และยาบำบัดมะเร็ง

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ทวีตข้อความใน Twitter ว่า สหรัฐฯ จะเลื่อนการขึ้นภาษีกับสินค้าจีนมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ จากวันที่ 1 ตุลาคม เป็น 15 ตุลาคม เพื่อเห็นแก่จีนที่เฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปีแห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน และเพื่อแสดงเจตนาที่ดี

หลังสหรัฐฯ เลื่อนขึ้นภาษี จีนก็ตอบแทนด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เช่น ถั่วเหลือง และเนื้อหมู

ปลายเดือนกันยายน สหรัฐฯ เปิดเผยรายชื่อสินค้าจีนที่ได้รับการยกเว้นการขึ้นภาษีราว 437 รายการ ครอบคลุมผลิตภัณฑ์เคมี, สิ่งทอ, อุปกรณ์กลไกและอิเล็กทรอนิกส์ และเหล็ก

ตุลาคม – ข้อตกลงการค้าเฟส 1

หนึ่งในความคืบหน้าสำคัญสู่การยุติสงครามการค้าที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2020 เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศภายหลังการเจรจาระดับทวิภาคีที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่า สหรัฐฯ และจีนได้บรรลุข้อตกลงการค้าระยะที่ 1 แต่ยังต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์ในการจัดทำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร โดยเนื้อหาสำคัญของข้อตกลงคือจีนจะสั่งซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ มูลค่า 4-5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี รวมถึงให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น

นอกจากนี้ทรัมป์ยังประกาศเลื่อนการขึ้นภาษีกับสินค้าจีนมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเดิมจะเรียกเก็บเพิ่มจากอัตรา 25% เป็น 30% ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม

จากนั้นวันที่ 18 ตุลาคม สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ประกาศยกเว้นการเก็บภาษีกับสินค้าจีนมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ที่อัตรา 15% ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2020 ถึง 31 มกราคม 2020 จากเดิมที่เรียกเก็บมาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน

ผู้แทนเจรจาของสหรัฐฯ และจีนหารือกันทางโทรศัพท์ และเห็นพ้องในหลักการเจรจาการค้ารอบถัดไป ซึ่งทำเนียบขาวระบุว่ามีความคืบหน้าในหลายด้าน

ต่อมาจีนและสหรัฐฯ ตกลงที่จะทยอยลดกำแพงภาษีระหว่างกันในสัดส่วนที่เท่าๆ กัน เมื่อสองฝ่ายลงนามในข้อตกลงเฟสแรกแล้ว

ธันวาคม – Happy Ending?

สองฝ่ายยืนยันอีกครั้งว่าได้บรรลุข้อตกลงการค้าเฟสที่ 1 ก่อนหน้ามาตรการภาษีชุดใหม่จะมีผลบังคับใช้เพียงไม่กี่วัน โดยสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มเติมว่าจะไม่เก็บภาษีอัตรา 15% กับสินค้าอุปโภคบริโภคมูลค่า 1.6 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเดิมจะมีผลบังคับในวันที่ 15 ธันวาคม ครอบคลุมสินค้าสมาร์ทโฟน ไปจนถึงคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป

นอกจากนี้สหรัฐฯ จะลดอัตราภาษีที่เรียกเก็บกับสินค้าจีนมูลค่า 1.2 แสนล้านดอลลาร์ จาก 15% เหลือ 7.5% อย่างไรก็ตาม สินค้าอีกมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ยังคงถูกจัดเก็บภาษีที่อัตรา 25% ตามเดิม ทว่าสหรัฐฯ มีแผนลดภาษีเพิ่มเติม หากการเจรจากับจีนมีความคืบหน้า

ขณะที่จีนตกลงที่จะเปิดตลาดสำหรับสินค้าและบริการของสหรัฐฯ อย่างน้อย 2 แสนล้านดอลลาร์ ตลอดช่วง 2 ปีข้างหน้า โดยจะนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ปีละมูลค่า 4-5 หมื่นล้าน ในปี 2020 และ 2021

ทิศทางสงครามการค้าปี 2020 ไทยควรเตรียมตัวอย่างไร เพื่อพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

จะเห็นได้ว่าในรอบปี 2020 ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีลักษณะลุ่มๆ ดอนๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ซึ่งสร้างความไม่แน่นอน และส่งกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งห่วงโซ่อุปทาน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก ถึงแม้ปลายปีจีนและสหรัฐฯ จะสามารถฝ่าทางตันด้วยข้อตกลงฉบับประวัติศาสตร์ได้ก็ตาม

ผลพวงและความไม่แน่นอนของสงครามการค้ายังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธนาคารโลก (World Bank) ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของ GDP ไทยในปี 2020 เหลือเพียง 2.9% ซึ่งหากเทียบกับปี 2020 ที่ขยายตัว 4.1% แล้ว ถือว่าโตช้าลงมาก แม้ว่าอาจกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยจากตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโต 2.7% ในปี 2020 ก็ตาม โดยทั้งภาคการส่งออกและบริการ ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยต่างก็ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าอย่างหลีกหนีไม่พ้น

แนวโน้มสงครามการค้าปี 2020 ไทยควรเตรียมตัวอย่างไร

รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เชื่อว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีโอกาสยืดเยื้อต่อในปี 2020 เพราะเทรดวอร์จะกลายเป็นประเด็นที่ทั้งพรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเดโมแครตใช้ในการหาเสียงตั้งประธานาธิบดีสมัยหน้า โดยสงครามการค้าถือเป็น 1 ใน 2 ประเด็นใหญ่ที่ทรัมป์เลี้ยงไว้ใช้ในแคมเปญหาเสียง ส่วนอีกประเด็นคือการปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี

กรณีของจีนนั้น เดโมแครตมีนโยบายที่ไม่ต่างจากรีพับลิกันมากนัก เพราะจะเห็นได้จากกฎหมายหลายๆ ฉบับที่ผลักดันออกมาในสภาคองเกรส ล้วนเสนอโดยสองพรรคนี้พร้อมๆ กัน หรือที่เราเรียกว่า Bipartisan ซึ่งที่ผ่านมามีการเสนอแนวคิดควบคุมไม่ให้บริษัทจีนระดมเงินทุนจากตลาดหุ้นนิวยอร์กได้ง่ายๆ หรือการไม่ให้กองทุนบำเหน็จบำนาญของอเมริกาเข้าไปซื้อหุ้นจีนหรือลงทุนในประเทศจีน รวมถึงมาตรการควบคุมการขายสินค้าไฮเทคทั้งหลายให้กับจีน เป็นต้น

ความเคลื่อนไหวข้างต้นสะท้อนถึงทัศนคติของสองพรรคการเมืองใหญ่สหรัฐฯ ที่มีต่อจีน ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่สงครามการค้าจะยืดเยื้อต่ออีกปีเป็นอย่างน้อย หรือจนกระทั่งรู้ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีหลังวันที่ 3 พฤศจิกายน

ด้วยเหตุนี้ตลอดทั้งปี 2020 จึงมีความไม่แน่นอนสูง การลงทุนระยะยาวในภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) ที่ไม่ใช่ตลาดหุ้น เช่น อุตสาหกรรมต่างๆ ที่ใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้จุดคุ้มทุน จะมีแนวโน้มชะลอตัวลง รวมถึงในไทยด้วย เพราะส่วนใหญ่จะชะลอการลงทุนไปก่อน โดยอยู่ในโหมด Wait and See หรือรอดูสถานการณ์ก่อนตัดสินใจ

ดร.สมภพ มองว่า นักลงทุนทั้งในไทยและต่างประเทศจะตั้งการ์ดสูง เพราะฝุ่นจะตลบจากการเผชิญหน้าในสมรภูมิความขัดแย้งทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ เมื่อฝุ่นตลบมาก ก็ไม่มีใครที่อยากเสี่ยงลงทุนในช่วงนี้

สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกคือ เมื่อเอกชนไม่ลงทุน รัฐบาลก็ควรเป็นคนลงทุนเอง เพื่อเตรียมพร้อมไว้เผื่อว่าทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง หากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนสงบลง หรือคลี่คลายไปในทางที่ดี ไทยก็จะสามารถเปิดเกมรุกต่อได้ทันที

เพราะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะแล้วเสร็จ ถ้ารอจนฝุ่นหาย ทัศนวิสัยดีแล้วค่อยลงทุน มันช้าไม่ทันการณ์

ดร.สมภพ ให้ทัศนะว่า ถึงแม้นโยบายแนวประชานิยมของรัฐบาล เช่น ชิมช้อปใช้ อาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้าง หลังจากที่แผ่วลง โดย GDP ไทยเติบโตไม่ถึง 3% ขณะที่การส่งออกติดลบ แต่ลำพังจะดำเนินนโยบายด้านนี้เพียงด้านเดียวมันไม่เพียงพอ รัฐบาลต้องคำนึงถึงศักยภาพและความสามารถของประเทศในระยะยาวด้วย

ยิ่งตอนนี้มีสงครามการค้า จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของทิศทางการไหลเวียนในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งไทยและอาเซียนจะได้ประโยชน์

ที่ผ่านมาเวียดนามได้ประโยชน์อย่างมากจากสงครามการค้าที่กำลังคุกรุ่น รวมถึงเมียนมา กัมพูชา และลาวก็ได้ประโยชน์เช่นกัน ส่วนไทยจะได้ประโยชน์มากกว่านี้หากเปิดเกมรุกมากขึ้น

สำหรับไทยจำเป็นต้องจับทิศทางการย้ายฐานการผลิตของโลก เพราะมีแนวโน้มสูงที่จะเกิดการไหลออกของเงินทุนในจีน ไม่ว่าจะเป็นทุนจีนเอง หรือทุนต่างชาติในจีน ซึ่งตอนนี้ทุนจีนไหลเข้าเวียดนามเป็นว่าเล่น เพราะเป็นตลาดที่เน้ นแรงงานเข้มข้น (Labour-intensive Industry) ซึ่งเหมาะกับจีนมากกว่าประเทศอื่นๆ ในอ าเซียน

จีนใช้เวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมาเป็นฐานการผลิตเสื้อผ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เพราะค่าแรงที่ถูกกว่า นอกจากนี้ยังสามารถขายสินค้าให้กับประชากรในประเทศเหล่านั้นได้ด้วย

เพราะฉะนั้นไทยควรปรับตัวโดยมุ่งเน้นการเป็นตลาดหรืออุตสาหกรรมที่ใช้ปัจจัยทุนเข้มข้น (Capital-intensive Industry) มากกว่า เนื่องจากที่ผ่านมาจีนรองรับเงินลงทุนจากต่างชาติอย่างมหาศาล และมีโอกาสที่การลงทุนของเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น รวมทั้งชาติตะวันตกอาจย้ายฐานบางส่วนออกจากจีน

ขยายความอุตสาหกรรมแบบ Capital Intensive เพิ่มเติมก็คือ เป็นตลาดที่เน้นแรงงานมีทักษะ ค่าจ้างสูง และใช้เทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้า แตกต่างจากอุตสาหกรรม Labour Intensive ที่เน้นแรงงานเข้มข้นโดยที่ไม่ต้องการทักษะมาก และมีค่าแรงต่ำ

อย่างไรก็ตาม การย้ายฐานการลงทุนจะเกิดขึ้นระลอกใหญ่ หรือเกิดการย้ายฐานห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อย่างยกใหญ่ หากทรัมป์ชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัย

แต่เราจะรอจนรู้ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ แล้วค่อยตัดสินใจทำอะไรมันช้าเกินไป ดังนั้นจึงต้องคิดตั้งแต่ตอนนี้ว่าจะทำให้เม็ดเงินไหลเข้าไทยได้อย่างไรเมื่อเกิดการย้ายฐานการผลิต

โดยภาคอุตสาหกรรมหรือเซกเตอร์ในไทยที่จะได้ประโยชน์ตามความเห็นของ ดร.สมภพ ก็คือเซกเตอร์ที่เน้นใช้เทคโนโลยีมากขึ้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือไทยต้องยกระดับอุตสาหกรรม โดยเน้นการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D Based Investment) และต้องใช้เทคโนโลยีอย่างเข้มข้น เพราะค่าแรงในไทยไม่ได้ถูกเหมือนเพื่อนบ้านแล้ว

อีกประเด็นน่าสนใจคือ ประเทศไทยยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากจุดแข็งได้อย่างเต็มที่ “จุดแข็งของเราคือมีเศรษฐกิจมหภาคที่เข้มแข็ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากเงินบาทที่แข็งค่าอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้”

เศรษฐกิจมหภาคเช่นอะไรบ้าง ไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศมากถึง 50% ของ GDP หรือราว 2.11 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งติดทำเนียบอันดับต้นๆ ของโลก แม้แต่จีนที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศมหาศาลถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์ ก็ยังน้อยกว่าไทยเยอะเมื่อเทียบตามสัดส่วนต่อ GDP ในประเทศ เพราะจีนมีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่า 14 ล้านล้านดอลลาร์

ทุนสำรองมากหมายถึงอะไร หมายถึงคุณมีเครื่องมือป้องกันวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น เหมือนคุณมีน้ำที่จะช่วยดับไฟได้มาก

อีกหนึ่งจุดแข็งของไทยคือ เงินไม่ค่อยเฟ้อ หรืออัตราเงินเฟ้อต่ำ ซึ่งทำให้ตัวแปรนี้ไม่ได้คุกคามค่าครองชีพของประชาชนมากเท่าใดนัก

ต่อมาคือหนี้สาธารณะของรัฐบาลก็อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ คือ 42% ของ GDP ซึ่งแสดงว่ารัฐบาลไทยมีความคล่องตัวสูง เพราะมีภาระหนี้ไม่เยอะ

ตัวแปรที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นตัวแปรที่ดี เพียงแต่ไทยใช้ประโยชน์จากมันได้ไม่เต็มที่ เพราะไม่ได้ทำให้ปัจจัยระดับจุลภาค (Micro) ขับเคลื่อนไปข้างหน้า เนื่องจากการลงทุนไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเรื่องเป็นราว โดยเฉพาะภาคเอกชนที่ลงทุนต่ำ ขณะที่การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนก็ค่อนข้างระมัดระวังตัว

ซึ่งแม้ว่าไทยจะมีปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน หรือแม้แต่เอเชีย (ยกเว้น สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ที่อาจมีดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจมหภาคที่เข็มแข็งในกลุ่มเดียวกับไทย) แต่ที่ผ่านมาก็ใช้ประโยชน์ได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะไทยไม่มีความพร้อมที่จะทำให้ต่างชาติตัดสินใจหันมาลงทุนในไทย โดยเฉพาะการขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

ยกตัวอย่างเช่น ถึงแม้ไทยจะมีโครง การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) แต่ก็ผลักดันได้ไม่เร็ วเท่าที่ควร

อีกประการคือโครงการระบบคมนาคมที่เกี่ยวพันกัน ไม่ว่าจะเป็นโครงการทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ เช่น ท่าเรือ สนามบิน รถไฟทางคู่ ก็ไม่คืบหน้า ต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนทำเองไม่ได้ เพราะแพงเกินไปจนไม่ดึงดูดการลงทุน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องลงทุนเพื่อวางรากฐานสิ่งเหล่านี้

ดร.สมภพ วิเคราะห์ว่าสงครามการค้ามีทีท่าว่าจะไม่ยุติลงง่ายๆ เพราะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน เป็นความขัดแย้งในเชิงระบบด้วย ไม่ใช่แค่ปัญหาการขาดดุลการค้าเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมความแตกต่างในเรื่องระบบอย่างน้อย 5-6 เรื่อง

หนึ่ง ระบบการเมืองต่างกันมากระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ สองคือระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจีนเป็นสังคมนิยมที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาด ส่วนสหรัฐฯ เป็นทุนนิยมเสรี สามคือระบบธุรกิจ ตรงนี้เห็นได้ชัดจากระบบในสหรัฐฯ ที่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน ขณะที่จีนขับเคลื่อนโดยรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้สองประเทศยังมีความแตกต่างในเรื่องระบบสังคม เทคโนโลยี รวมถึงความมั่นคงและการทหาร

เพราะฉะนั้นเมื่อความแตกต่างเหล่านี้ยังดำรงอยู่ ความขัดแย้งจึงไม่มีทางที่จะยุติลงได้ง่ายๆ ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปในปี 2020 ก็ตาม

หนึ่งก็คือ เราต้องบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ เปรียบเหมือนเวลาช้างสารชนกัน คุณก็ต้องไม่ไปอยู่ใต้เท้าช้าง แ ละสองคือต้องตอบคำถามให้ได้ว่าจะเก็บเกี่ยวประโยชน์ด้านบวกจากวิกฤตได้อย่างไร

เมืองไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ จากเดิมที่เน้นส่งออกเยอะๆ ซึ่งเป็นมุกเก่าแล้ว เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว การใช้การค้าต่างประเทศเป็นตัวนำ โดยพึ่งพาการส่งออกมากๆ คิดเป็น 50%-60% ของ GDP อย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ถือเป็นเรื่องยากและไม่อาจทำให้ไทยอยู่รอดได้

เพราะอเมริกากับจีนทำสงครามการค้ากัน ซึ่งต่างคนต่างปกป้องตลาดด้วยกันทั้งคู่ ทรัมป์มีนโยบาย America First หรืออเมริกาต้องมาก่อน ส่วนจีนมี China’s Dream ที่กำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโดยหันไปให้ความสำคัญกับการบริโภคภายในประเทศเพื่อเป็นขุมพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

จีนสามารถดำเนินนโยบายต่างๆ ได้ง่ายกว่า เพราะมีคนจำนวนมหาศาล มากกว่าสหรัฐฯ 4-5 เท่า จีนจะใช้การบริโภคภายในประเทศเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ เมื่อเขามุ่งพัฒนาภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น เราก็ต้องดูว่าโมเดลนี้มีผลต่อเรา หรือส่งผลกระทบต่ออาเซียนอย่างไร

ประเทศไทยจะได้เปรียบ แต่ไทยต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เช่น การส่งออกน้อยลงไม่ได้หมายความถึงการลดปริมาณการส่งออก แต่คือการทำให้สัดส่วนมันน้อยลง ซึ่งก็คือการทำให้ GDP มีโอกาสเติบโตขึ้นโดยที่ไม่จำเป็นต้องลดยอดส่งออกที่เป็นอยู่

GDP จะโตขึ้นได้ต้องเปลี่ยนแนวทางพัฒนา โดยเฉพาะภาคบริการ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 51% ของ GDP ในขณะที่สหรัฐฯ หรือประเทศเศรษฐกิจชั้นนำในยุโรปอย่างเยอรมนีมีสัดส่วนมากกว่า 80% และในยุโรปเกือบทุกประเทศต่างเกิน 70% หมด

เพราะฉะนั้นไทยควรหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศภาคบริการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (ไฮเทค) เช่น Smart Tourism, Smart Healthcare, Smart Entertainment และ Smart Food Service เป็นต้น

ไม่ว่าประเทศไหน ทั้งจีนหรืออินเดีย เมื่อประชาชนมีเงินมากขึ้นก็มีแนวโน้มที่จะไปท่องเที่ยวต่างประเทศ หากไทยเป็นฮับ Smart Healthcare ก็จะสามารถดึงดูดคนจำนวนมากให้มารักษาโรคที่ประเทศไทยด้วยบริการอัจฉริยะแบบครบวงจร

ข้อมูลจาก MarketWatch ระบุว่า Smart Healthcare เป็นเทรนด์ตลาดที่กำลังมาแรง โดยนักวิเคราะห์อุตสาหกรรมคาดว่า ตลาด Smart Healthcare มีแนวโน้มเติบโตถึง 24.1% ในช่วงระหว่างปี 2020-2023

ดังนั้นไทยจึงควรทำให้ภาคบริการโตขึ้นเพื่อรองรับโอกาสใหม่ๆ สิ่งที่ต้องทำคือขยายตัวเมืองให้กระจายไปมากกว่านี้ ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่แต่ในกรุงเทพฯ อย่างเดียว ซึ่งจะทำให้เรามีทางเลือกใหม่ๆ ในการพัฒนา โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาการส่งออกดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ดร.สมภพ วิเคราะห์ว่าเรามีโอกาสสูงที่จะเข้าสู่สงครามเย็นยุคใหม่ เพราะสหรัฐฯ และจีนต่างฝ่ายต่างไม่ยอมถอย อเมริกาถือว่าจีนเป็นคู่แข่ง ไม่ใช่แค่ด้านเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่เป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ด้วย เช่น เรื่องการเมือง และความมั่นคง

เพราะฉะนั้นเมื่อถึงจุดนี้แล้ว ทั้งสองชาติก็จะต้องแข่งขันกันบนเวทีโลกในมิติ 5 ด้านที่กล่าวไว้ข้างต้น ได้แก่ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และการทหาร

เมื่อเกิดการแข่งขันกันก็จะทำให้เกิดสงครามเย็นในรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่การทำสงครามต่อสู้กันเพื่ออุดมการณ์การเมืองแบบเอาเป็นเอาตาย ซึ่งประเทศเล็กๆ ก็จะต้องปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ไหนแต่ไรมา เราได้ยินคำว่า ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’ หรือ One Country Two Systems ทว่าจากนี้ไปอาจมีคำว่า One World Two Systems หรือ ‘หนึ่งโลก สองระบบ’ ก็ได้ โดยเป็นการแบ่งขั้วระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นสองประเทศผู้นำในโมเดลตรงกันข้าม หรือเราอาจเรียกง่ายๆ ว่าระบบของอเมริกากับระบบของจีน

เมื่อสหรัฐฯ หวาดระแวงจีนกับการขยายอิทธิพลเพื่อจัดระเบียบโลกใหม่ด้วยโมเดลสังคมนิยม แต่ในอีกด้านจีนก็ยอมรับระบบทุนนิยมของสหรัฐฯ ไม่ได้เช่นกัน จึงเป็นการบ้านของทั้งคู่ว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร แต่ประเด็นสำคัญคือเราจะอยู่อย่างไรในโลกแบบนี้จึงจะปลอดภัยที่สุด นี่คือสิ่งที่เราต้องคิด เพราะเราจะไปคิดแทนสองชาตินั้นไม่ได้เพราะพวกเขาเป็นมหาอำนาจ

ในมุมมองของ ดร.สมภพนั้น ปี 2020 เศรษฐกิจทั่วโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงมากกว่าปี 2020 เพราะฝุ่นจะตลบหากทรัมป์ได้เป็นตัวแทนรีพับลิกันลงชิงชัยเก้าอี้ประธานาธิบดีในการเลือกตั้งระดับไพรมารี ซึ่งน่าจะร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะแต่ไหนแต่ไรมาไม่ค่อยมีการเปลี่ยนตัวผู้สมัครกลางคัน ถึงแม้ทรัมป์จะเผชิญมรสุมการเมือง ถูกยื่นถอดถอนโดยสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็ไม่น่าจะผ่านความเห็นชอบในสภาสูง หรือวุฒิสภาอยู่ดี

แล้วทรัมป์จะชนะการเลือกตั้งได้อย่างไร เขาจะหาทางกระตุ้นตลาดหุ้น พยายามขายสินค้าเกษตร เพื่อดึงคะแนนเสียงหรือสร้างฐานเสียงให้แข็งแกร่ง ซึ่ง ดร.สมภพ คิดว่าทรัมป์มีโอกาสสูงที่จะเข้าวิน และจะทำให้สงครามการค้ามีโอกาสดำเนินต่อไป

ปี 2020 ทั่วโลกจะตั้งการ์ดสูง เราจะต้องรู้เขารู้เราอย่างมากเพื่อบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ มันอาจจะมีผลพวงด้านบวกอยู่บ้าง การไหลเวียนของเงินทุนระหว่างประเทศจะเชี่ยวกรากมาก การค้าต่างประเทศและอัตราแลกเปลี่ยนจะมีความผันผวนสูง เพราะฉะนั้นเราจะบริหารความเสี่ยงเหล่านี้ได้อย่างไร เป็นหน้าที่ของทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงภาคประชาชนที่จะต้องเตรียมพร้อมรับมือด้วย

เมื่อสงครามการค้าเป็นมากกว่าการแข่งขันทางเศรษฐกิจ หากแต่เป็นเกมการเมือง และการต่อสู้ในหลายมิติของสองขั้วมหาอำนาจที่เป็นคู่แข่งกันทางยุทธศาสตร์ ด้วยเหตุนี้จึงมีแนวโน้มที่ความขัดแย้งจะขยายขอบเขต ยืดเยื้อ และพลิกสถานการณ์ไปมาตลอดทั้งปี แต่กระนั้นในความผันผวนก็เป็นโอกาสของไทย หากเตรียมการรับมือไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก้าวต่อไปคือการบริหารความเสี่ยงให้เป็น และใช้จุดแข็งที่มีอยู่พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

การจัดอันดับของโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี:
  • Binarium
    Binarium

    อันดับที่ 1 ในการจัดอันดับโบรกเกอร์ตัวเลือกไบนารี!

  • Binomo
    Binomo

    อันดับที่ 2 ในการจัดอันดับ! นายหน้าที่เชื่อถือได้

การลงทุนในตัวเลือกไบนารี
Leave a Reply

;-) :| :x :twisted: :smile: :shock: :sad: :roll: :razz: :oops: :o :mrgreen: :lol: :idea: :grin: :evil: :cry: :cool: :arrow: :???: :?: :!: